| *ผลสำรวจผู้หญิงทำงาน รับนายกหญิงคนแรกของไทย
*แนวโน้มจำนวนพนักงานหญิงสูงขึ้น - มากขึ้นเรื่อยๆ
*ล้วงลึกสิ่งที่หญิงให้ความสำคัญและต้องการจากองค์กร รวมถึง*ทัศนคติและบทบาทในฐานะคนทำงาน
*6 เหตุผลที่ทำให้สตรีตัดสินใจไม่เลิกทำงาน
จากการสำรวจผู้หญิงทำงานจำนวน 695 คน อายุระหว่าง 21 - 40 ปี ของจ็อบสตรีทดอทคอม เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในหัวข้อ ทัศนคติของผู้หญิงและแม่ในบทบาทของคนทำงาน ทำให้สามารถสะท้อนมุมมองของผู้หญิงและแม่ในฐานะของคนทำงานได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ผู้หญิงทำงานให้ความสำคัญและต้องการจากองค์กร พบว่า กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม 66% เป็นโสด 21% เป็นหญิงที่สมรสและมีบุตรแล้ว 6% เป็นหญิงที่สมรสแล้วแต่ยังไม่มีบุตร อีก 6% หย่าร้างและมีบุตร และ 1% เป็นหญิงที่หย่าร้างแล้วแต่ยังไม่บุตร โดย 36% ให้ความเห็นว่าบริษัทไม่ใส่ใจต่อความต้องการของพนักงานที่มีบุตร 27% ระบุว่าบริษัทใส่ใจความต้องการของพนักงานกลุ่มดังกล่าว และอีก 38% ไม่แน่ใจ
64% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าเป้าหมายในการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปแน่นอนเมื่อมีบุตร ในจำนวนนั้นชี้ว่า ภายหลังการมีบุตรสิ่งที่สำคัญในการทำงานคือ เงินเดือนที่สูงขึ้น (35%) ชั่วโมงการทำงานที่สั้นลงและมีเวลาที่แน่นอน (31%) ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นตามความจำเป็น (23%) การเดินทางที่น้อยลง (7%) และอื่นๆ อีก 4% ได้แก่ ความมั่นคงในการทำงาน สวัสดิการที่ดีขึ้น และวันหยุดเสาร์อาทิตย์
เมื่อถามต่อไปถึงการจัดชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นให้พนักงานที่มีบุตรของบริษัทต่างๆ 54% ระบุว่าไม่มีการยืดหยุ่น มีเพียง 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าบริษัทมีการจัดสรรเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นให้ นอกจากนั้นยังพบว่าคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ถูกเรียกร้องให้ยังต้องทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดด้วย (18%)
สำหรับแผนการประกอบอาชีพภายหลังการแต่งงานหรือมีบุตร 62% ยืนยันว่าจะทำงานต่อไป มีเพียง 2% เท่านั้นที่ระบุว่าจะเลิกทำงานภายหลังการมีบุตร ทั้งนี้เมื่อถามเฉพาะกลุ่มผู้หญิงทำงานที่มีบุตรแล้วพบว่า 78% ไม่ได้หยุดทำงานเมื่อมีบุตร สำหรับผู้ที่หยุดทำงานนั้น 50% หยุดทำงานเป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อเลี้ยงดูบุตร ก่อนจะกลับไปทำงานอีกครั้ง
สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ไม่สามารถตัดสินใจเลิกทำงานเพื่อดูแลบุตรเพียงอย่างเดียวได้ คือความจำเป็นทางเศรษฐกิจของครอบครัว (56%) อีก 24% ระบุว่ายังอยากมีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน 11% ยังมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ และเหตุผลอื่นๆ อีก 9% เช่น ต้องการมีเงินเก็บเพิ่มเติม ต้องการรักษาคุณค่าของตนเองไว้ด้วยการทำงาน และไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ เพื่อเลี้ยงลูกอย่างเดียว
“จากผลสำรวจจะเห็นได้ชัดเจนถึงความต้องการของลูกจ้างหญิงเกี่ยวกับทัศนคติในการทำงานภายหลังการแต่งงานและมีบุตร ซึ่งองค์กรควรตระหนักและเริ่มทบทวนนโยบายในด้านสวัสดิการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับลูกจ้างหญิงให้มากขึ้น เนื่องจากจำนวนของพนักงานหญิงมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยดูได้จากสัดส่วนของแรงงานหญิงในระบบที่มีมากพอๆ กับแรงงานชาย ทั้งยังเป็นแรงงานที่เราไม่สามารถจะละเลยหรือลดความสำคัญลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรคำนึงถึงนโยบายการให้สวัสดิการสำหรับคนทำงานที่มีบุตรแล้วด้วย ซึ่งเป็นแผนงานหนึ่งที่สามารถทำให้องค์กรสามารถเก็บรักษาคนดีคนเก่งเอาไว้ได้” เป็นคำกล่าวของ ฐนาภรณ์ สถิตพันธุ์เวชา ผู้จัดการสาขาประเทศไทย บริษัท จ็อบสตรีท (ประเทศไทย)จำกัด
จากการสอบถามตัวแทนนายจ้างจาก 284 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กมีพนักงานไม่เกิน 50 คน 39% บริษัทขนาดกลางมีพนักงานตั้งแต่ 50-200 คน 27% และบริษัทขนาดใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 200 คนอีก 35% พบว่า โดยเฉลี่ยมีพนักงานหญิงในองค์กรประมาณ 50-70% แต่ในองค์กรขนาดเล็กจะมีพนักงานหญิงอยู่ระหว่าง 71-90%
เมื่อถามถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิการเพื่อพนักงานหญิง 60% ให้ความสำคัญอยู่ที่ระดับปานกลาง โดย 45% ของบริษัทที่ร่วมตอบแบบสอบถามแจ้งว่าไม่มีการจัดสวัสดิการใดเป็นพิเศษสำหรับพนักงานที่ตั้งครรภ์หรือพนักงานที่มีบุตร ทั้งนี้เมื่อแยกพิจารณาตามขนาดขององค์กรพบว่า 47% ขององค์กรขนาดใหญ่ให้ความสำคัญมากในการจัดสวัสดิการเพื่อพนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์ และอีก 50% ให้ความสำคัญในระดับปานกลาง
สำหรับสวัสดิการเพื่อพนักงานตั้งครรภ์หรือพนักงานที่มีบุตรที่องค์กรจัดให้พนักงานนั้น 33% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการปรับเวลาให้ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับพนักงานกลุ่มดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือพนักงานที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการเลี้ยงดูบุตรในช่วงทารกถึงปฐมวัย
4% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าได้จัดสวัสดิการห้องปั๊มนมไว้ให้พนักงาน 2% จัดห้องดูแลเด็กไว้ในสถานที่ทำงาน 3% มอบเงินสวัสดิการเพื่อช่วยค่าเลี้ยงดูบุตร และ 14% ให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้แก่ การให้เงินช่วยเหลือค่าคลอดบุตร การให้สวัสดิการรักษาพยาบาลบุตร การให้ทุนการศึกษา การให้ของขวัญแรกคลอด และการปรับเปลี่ยนหน้าที่ที่เหมาะสมให้กับหญิงมีครรภ์ เป็นต้น
เมื่อถามถึงแผนการในการเพิ่มสวัสดิการให้กับพนักงานหญิงที่มีบุตร 15% แจ้งว่ามีแผนในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า 8% มีแผนการในระยะยาวคืออีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่ 77% ยังไม่มีแผนการเลย
นอกจากนี้จากการสำรวจพบว่ามีพนักงานหญิงถึง 41% เรียกร้องให้องค์กรอำนวยความสะดวกในการเลี้ยงดูเด็กที่ที่ทำงานด้วย นั่นแสดงได้ชัดเจนว่า คุณแม่ที่ยังต้องทำงานทั้งหลาย ไม่อยากละทิ้งภาระหน้าที่ในการเลี้ยงลูกไป ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากสูญเสียความก้าวหน้าในอาชีพด้วย
“ทั้งนี้ 46% ของตัวแทนนายจ้างเชื่อมั่นว่าแม้พนักงานจะมีบุตรก็ยังสามารถทุ่มเทให้กับงานได้เต็มที่ และ 70% ของตัวแทนฝ่ายนายจ้างระบุว่าในการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าทำงานนั้น ไม่ได้สนใจว่าจะมีบุตรแล้วหรือไม่ โดยให้ความเห็นว่าการมีบุตรจะทำให้พนักงานมีความรับผิดชอบและมีความอดทนในการทำงานมากขึ้น แม้ว่าในช่วงสามปีแรกของการเลี้ยงดูบุตรอาจจะมีเวลาทำงานไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่นายจ้างต้องเข้าใจและปรับในเรื่องของความยืดหยุ่นของเวลาทำงานให้ลูกจ้างตามสมควร ซึ่งนายจ้างระบุว่า การปรับเปลี่ยนหรือ โยกย้ายหน้าที่ให้กับพนักงานที่ตั้งครรภ์จะพิจารณาจากลักษณะงานเป็นสำคัญ ในบางตำแหน่งนั้นการมีลูกหรือตั้งครรภ์จะกระทบกับงาน แต่สำหรับพนักงานที่ทำงานประจำสำนักงานจะไม่มีผลกระทบอะไร ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้มีข้อกฏหมายกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว เพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้างหญิง”
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
|