| ธีระชัย เชมนะสิริ ผู้อำนวยการ บริษัท กริดทีมเวิร์ค จำกัด องค์กรสมัยนี้วัดกันที่ด้านเดียว คือ ด้านเงิน ภูมิใจกันมากเลยว่าไตรมาส 3 กำไรเท่านั้น เท่านี้ สูงกว่าปีที่แล้วเท่านั้น เท่านี้ ผมอยากถามว่า วัดกันเท่านี้เหรอ ทั้งๆ ที่มีตัวอื่นให้วัดตั้งมากมาย ทำไมไม่วัดเรื่องขวัญและกำลังใจของคนในองค์กรบ้างว่าเขามีความสุขไหม? เรื่องของคน ผมว่า HR เขารู้ดี เขาเหมือนพ่อบ้านที่รู้ว่าคนในบ้าน เขาทุกข์ เขาสุข มันคงไม่ใช่แค่บริษัทกำไร แล้วเพิ่มเงินให้ แต่มันต้องดูตัวอื่นด้วย เพราะมนุษย์ต้องการอาหารหลายอย่าง ไม่ใช่เงินอย่างเดียว สติปัญญาด้วย มี training ไหม? มีงบดูงานให้เขาไหม? เพื่อให้ไปฝึกปรือเพิ่มเติม หรือดูว่าเขาอยากเรียนหนังสือไหม? ที่บริษัทผม ถ้าพนักงานเขาไปเรียนต่อปริญญาโทเพื่อต่อยอดความรู้ให้ตัวเอง ใครที่ต้องไปเรียนตอนเย็น ก็ให้ออกก่อนเวลาได้ และถ้าใครต้องเรียนเสาร์-อาทิตย์ เราจะมาร์กไว้ว่าอย่าไปโหมงานให้เขาหนักเกินไป เขาก็ได้งานทำด้วย ได้เจ้านายที่เข้าใจเขาด้วย พอ 2 ปีเขาเรียนจบมา เราก็เลื่อนตำแหน่งหรือย้ายงานให้เขาอย่างเหมาะสม นี่คือการวัดความรู้สึกของคน เพราะพนักงานเขาไม่สนหรอกว่าบริษัทกริดจะมีกำไรกว่าเดิมกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อไปบอกกับชาวบ้านว่ากำไรเท่าไร? แต่พนักงานทุกคนโดยทั่วไป เมื่อท้องอิ่ม ก็อยากให้สมองเต็มปรี่ด้วย ได้เติมพลังงานด้วย สำคัญ คือ มีคุณภาพชีวิตไหม ? บางคนได้เงินเดือนสูงๆ ได้โบนัส แต่เป็นเพราะเขาใช้พลังงานในการทำงานหนัก ในขณะเดียวกันนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ ดังนั้น HR จึงต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดีของเขาให้มาก เพราะแต่ละคนมี Vision ส่วนตัวไม่เหมือนกัน และเราต้องสนองตอบให้ได้ เขาไม่ได้ต้องการแค่โบนัสอย่างเดียว เขาต้องการการเจริญเติบโตอย่างอื่นด้วย ยกตัวอย่าง ตอนผมไปเซี่ยงไฮ้มา มันเป็นมหานครที่น่าทึ่งมากเลย ก่อนไปผมคิดว่าจะสกปรกเหมือนไชน่า ทาวน์ที่ต่างๆ แต่ผมกลับไปเห็นเซี่ยงไฮ้เป็นมหานครที่ตึกระฟ้าเต็มไปหมดเลย ผู้คนแต่งตัวสวย และมีถนนคนเดิน ผมควรจะกลับมาเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่ทึ่งมากเลยนะจนคืนสุดท้ายที่ไปกินข้าวที่ภัตตาคารข้างนอก ก็เผอิญคนสั่งกับข้าว มันเหลือเยอะ และเผอิญมีคนไม่สบาย นอนอยู่ที่โรงแรม ผมจึงหิ้วอาหารกลับมา เชื่อไหมว่าผมโดนคนขอมาตลอดทางเลย วันอื่นผมไม่รู้เพราะเราเดินมือเปล่าไง เขาจึงไม่มาขอเรา เขาไม่ได้มาขอทานนะ แต่มาขออาหารไปกิน และตลอดระยะทางที่ผมเดินมาประมาณ 1 กิโลเมตรมาถึงโรงแรม ผมเจอทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และคนแก่ เดินเข้ามาขอไม่ต่ำกว่า 30 ชุด ในช่วงกิโลเมตรเดียว เขาแต่งตัวใช้ได้ คิดว่าคงหยิบชุดที่ดีที่สุดมาใส่ เข้าใจว่าถ้าแต่งตัวปอนๆ อาจถูกตำรวจจับ ก็ไม่รู้นะ แต่ผมโดนคนขอมาตลอดทาง ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจภาษาจีน แต่รู้ว่าอยากได้อาหาร เพราะบางคนมาหยิบถุง ผมบอกไม่ได้ บางคนดึงจากมือ ผมก็บอกว่าไม่ได้ ต้องเอาไปฝากคนที่ป่วยที่อยู่ในโรงแรม แล้วใส่โฟมมา 2 ข้าง แต่เขาไม่ตื๊อนะ เขาขอไม่ได้ เขาก็ไม่ว่า ยกเว้นชุดสุดท้ายเป็นเด็ก ที่ตามมาจนถึงประตูโรงแรม แล้วยามเขากั้นไว้ ผมจึงกลับมาด้วยความรู้สึกว่าคุณอาจจะเจริญทางวัตถุ แต่ตราบใดที่เซี่ยงไฮ้ยังมีคนมาขออาหารตลอดทาง ซึ่งคุณปิดไม่ได้ด้วยที่เขามาขอ แสดงว่าคนยังจน ดังนั้นการวัดความเจริญ ช่วยวัดตรงนี้ด้วย อย่าวัดแต่วัตถุ ว่าไตรมาสนี้ คุณรวยเท่านั้น ปีนี้คุณรวยเท่านี้ แต่ตราบใดที่คนของคุณยังไปขอคนอื่น ก็แสดงว่าคุณยังไม่ได้เป็นบริษัทที่เป็นเลิศจริงๆ
แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
|