| สไตล์การเป็นผู้นำจาก 9 หัวข้อเหล่านี้ เป็นบทบาทผู้นำที่ปรากฏให้เห็นเสมอ นับตั้งแต่ยุคถ้ำจนถึงปัจจุบัน ผู้นำแบบนักอุดมคติ (The Idealist) บุคคลนี้เป็นคนมีศรัทธามั่นคง ชีวิตและการทำงานถูกชี้นำด้วยความคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ผู้นำแบบอุดมคติมีค่า เพราะพวกเขาสามารถจะทำให้งานของภาวะผู้นำบังเกิดความชัดเจนอย่างใหญ่หลวง ซึ่งการมีจุดยืนชัดเจนในการทำงาน ทำให้สามารถกำหนดความคาดหวังด้วยความกระจ่างชัดได้ โดยไม่ยอมอดทนกับการทำงานประเภทสุกเอาเผากิน แนวคิดที่พวกเขายึดถือนั้น สามารถจะมาจากหลายๆ แหล่ง อาทิเช่น จากการอ่าน จากตัวอย่างการทำงานของใครบางคน จากอุดมคติชุดหนึ่งซึ่งมีอยู่ หรือจากประสบการณ์บางส่วนของชีวิต ผู้นำแบบอุดมคติมักจะมีศรัทธาเหนียวแน่นต่อแนวคิดของตน ทำให้บุคคลเหล่านี้มีความมานะบากบั่น และทำงานหนักเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เมื่อใดก็ตามที่นักอุดมคติคนนี้เก่งเรื่องการสื่อสารด้วย เขาจะเป็นผู้นำนักสร้างแรงบันดาลใจที่มีความสามารถ เพราะสามารถจะถ่ายทอดความกระตือรือร้นแบบเดียวกับที่ตนเองรู้สึกอยู่ไปถึงคนอื่นๆ ในทีม ถ้าหากทีมงานของคุณกำลังอยู่ในภาวะคับขัน จำเป็นต้องอาศัยแรงฮึดครั้งใหญ่ชนิดถ้าไม่ทำก็จบ ผู้นำประเภทนักอุดมคติเหมาะที่สุด แต่นักอุดมคติก็สามารถจะเจอปัญหาได้ เพราะหากแนวคิดที่พวกเขายึดถือ ศรัทธาไม่เอาไหนล่ะจะเป็นอย่างไร? หรือสมมุติว่าความชัดเจนและความสวยงามในแนวคิดที่ยึดถือเหนียวแน่นอยู่นั้น คนอื่นไม่เห็นสวยงามหรือเห็นความชัดเจนไปด้วยจะเป็นอย่างไร? นักอุดมคตินั้นสามารถจะกลายเป็น คนประเภทจุกจิกจู้จี้จนน่ารำคาญ เมื่อสิ่งเดียวที่เขาใส่ใจก็คือแนวคิดของตัวเองเท่านั้น และมักจะมองว่า คนอื่นเป็นพวกถ่วงความเจริญ ไปจนถึงนักบ่อนทำลาย แต่ผู้นำแบบบุญหล่นทับนั้น มักไม่ค่อยปรากฏผู้นำประเภทอุดมคติมากนัก แต่อาจจะมีบ้างก็ได้ใครจะไปรู้ ผู้นำประเภทครูส่วนตัว (The Mentor) บุคคลนี้จะเป็นนักสร้างคน เป็นคนที่เล็งเห็นว่าหน้าที่หลักของตนเองคือ การมอบหมายงาน การเป็นครูฝึกแล้วช่วยพัฒนาความสามารถในตัวคนขึ้นมา จนท้ายที่สุดแล้วบุคคลนั้นสามารถจะเป็นผู้นำคนอื่นได้ด้วยตัวของเขาเอง ผู้นำแบบครูส่วนตัวนั้น เป็นคนที่ห่วงใยคนอื่นด้วยความจริงใจ เขาอยากจะเห็นบุคคลนั้นได้ดี ฉะนั้นคนที่มีธรรมชาตินิสัยเหมาะจะเป็นครูส่วนตัว มักจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแบบบุญหล่นทับได้ง่ายกว่า เนื่องจากทุกคนยอมรับเขาได้ง่าย และเขาไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับใครเลย คนส่วนใหญ่ชอบอยู่ใกล้ๆ ผู้นำประเภทนี้ เพราะเขามักจะแผ่กระจายความรู้สึกดีๆ ไปถึงคนรอบกาย ส่วนใหญ่แล้วผู้นำแบบครูพี่เลี้ยงจะไม่ค่อยยึดติดกับทฤษฎี มักจะเป็นคนที่มีความคิดยืดหยุ่น มองการณ์ไกล เล็งผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่า และความที่คนเหล่านี้มีพรสวรรค์ในด้านของการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น จึงมักจะมีความสามารถจับความพึงพอใจของลูกค้า แล้วรู้จักปลูกฝังสร้างเสริมสิ่งเหล่านี้ ซึ่งถ้าหากคุณคิดถึงเจ้านายดีที่สุด มีโอกาสที่คุณจะนึกถึงผู้นำแบบครูพี่เลี้ยง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ ผู้นำแบบครูพี่เลี้ยงก็เช่นกัน ถ้าอยู่ในสถานการณ์ประเภทต้องเลือก ขึ้นหัวเลี้ยวหัวต่อความเป็นความตาย ถ้าไม่ทำก็คือจบ ซึ่งเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ครูพี่เลี้ยงอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ทำนองนี้ เพราะพวกเขามักจะมีความผูกพันกับคนทำงานบางคน จนทำให้เพื่อนพนักงานคนอื่นๆ รู้สึกว่า มีความลำเอียงเกิดขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเขาก็เป็นแค่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเท่านั้น จึงมีแนวโน้มที่จะรักเอ็นดูคนที่เหมือนตัวเองมากกว่า ซึ่งการให้ความจริงใจลักษณะนี้ในบางเวลา ก็อาจทำให้คนเป็นครูพี่เลี้ยงเกิดความหมดกะจิตกะใจ รู้สึกว่าไม่มีใครตอบแทนความหวังดีของตน ความอบอุ่นที่มีให้บางส่วนก็จะจางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกฮึดฮัดโกรธเคือง ผู้นำแบบมุ่งความสำเร็จ (The Achiever) นี่เป็นผู้นำประเภทมีพลังความฮึกเหิมในตัวเอง แผ่กระจายพลังความกระตือรือร้น และมีประวัติการต่อสู้ยาวเหยียด คนประเภทมุ่งความสำเร็จนั้น มักเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นนักมอบหมายงานที่เก่งกาจ สื่อสารชัดเจน สามารถจะเป็นคนทำงานสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคนอื่นได้อย่างมีพรสวรรค์ พวกเขาสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้สำเร็จเสร็จสิ้น และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงร่ำรวย คนที่มุ่งความสำเร็จจะมีความสามารถดึงส่วนที่ดีที่สุด และดึงความสามารถส่วนใหญ่ที่สุดจากลูกทีมของตนออกมาได้มากที่สุด เพราะการจะบอกปฏิเสธกับคนมุ่งความสำเร็จนั้นทำได้ยาก ผู้นำแบบบุญหล่นทับส่วนใหญ่เรียกได้เลยว่า มักจะเป็นคนประเภทมุ่งความสำเร็จเกือบทั้งสิ้น เนื่องจากบรรดาหัวหน้างานสูงขึ้นไป หรือผู้บังคับบัญชา มักจะเล็งเห็นคุณค่าความสามารถของคนเหล่านี้ชัดเจน และเมื่อคนเหล่านี้ต้องการความสำเร็จไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม พวกเขาจึงชอบเลือกคนประเภทมุ่งความสำเร็จขึ้นมาผู้นำแบบบุญหล่นทับ แต่ในส่วนของข้อเสียนั้น บางครั้งคนที่มุ่งความสำเร็จก็อาจจะทำอะไรเพี้ยนๆ ประหลาดจากคนอื่นบ้างเหมือนกัน คนเหล่านี้มีแนวโน้มจะเป็นพวกบ้างาน ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การโหมงานหนักเกินไป มีปัญหาสุขภาพทรุดโทรมตามมา หรืออาจจะเป็นสาเหตุให้คุณมีสภาพแบบนั้น ถ้าหากคุณทำงานกับเจ้านายที่มีลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำแบบมุ่งความสำเร็จจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ พวกเขาจะสามารถเคี่ยวเข็ญผลักดันคนเพื่อสร้างความสัมฤทธิผลให้จงได้ คนมุ่งความสำเร็จจะมีพลังงานในตัวมากมาย จนบางทีก็จะไปเล่นงานคนที่ปกติแล้วมีนิสัยทำงานเชื่องช้า เกียจคร้านเซื่องซึม ว่าเป็ฯพวกไร้สาระ หรือแม้กระทั่งไม่เอาไหน คนที่มุ่งความสำเร็จบางคนนั้น มุ่งความสำเร็จถึงขนาดว่า ถ้าเกิดความล้มเหลวขึ้นมาพวกเขาจะมีปัญหาทันที เวลาที่หลายสิ่งหลายอย่างไม่ราบรื่นอย่างที่ตั้งเป้าไว้ บางทีก็กลายเป็นพวกหดหู่ จมอยู่กับความผิดพลาดล้มเหลวของตัวเองได้เหมือนกัน ผู้นำแบบนักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (The Innovator) บุคคลนี้เป็นคนที่มองอะไรต่างจากคนอื่นเล็กน้อย ผู้นำแบบนักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มักจะเป็นคนที่มีพลังความคิดสร้างสรรค์ และชอบการเปลี่ยนแปลง การที่คนชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำแบบบุญหล่นทับนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะไอเดียของคนเหล่านี้ดึงดูดความสนใจของผู้อื่นมาที่ตัวเขาเอง แค่ความคิดดีๆ เพียงความคิดเดียวที่พับใส่กระดาษแล้วหย่อนใส่กล่องรับความคิดเห็น ก็ทำให้เกิดผู้นำบุญหล่นทับขึ้นมาแล้วมากมาย คนที่เป็นนักคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่นั้นมีพรสวรรค์หลายด้าน ซึ่งถ้าอยู่ในตำแหน่งรับผิดชอบ พรสวรรค์เหล่านี้สามารถจะเติบโตเบ่งบานได้ คนที่มีความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จะนำเอาพลังความกระตือรือร้น ความถี่ถ้วน และความเป็นคนช่างคิดเข้ามาในงาน ไหวพริบสติปัญญา การริเริ่มที่มีลักษณะเฉพาะตัวของเขา สามารถจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่ทีมงานมองตัวเอง รวมไปถึงความกระตือรือร้นที่ทีมงานแต่ละคนนำมาสู่งานได้ ยิ่งกว่านั้น คนที่ชอบคิดอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มักพร้อมจะอดทนต่อความเป็นปัจเจกชนของคนอื่น เพราะตัวเขาเองก็มีแนวโน้มจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนเช่นกัน แต่คนเหล่านี้ก็ไม่สมบูรณ์พร้อมเช่นเดียวกัน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งจุดอ่อน ข้อบกพร่องต่างๆ ในบรรดาผู้นำทุกประเภท คงไม่มีคนไหนจดจ่ออยู่กับความคิดของตัวเองวันแล้ววันเล่ามากเท่านี้ ถ้ายังคิดไม่ออกพวกเขาก็มีอาการซึมเศร้า เคราะห์ร้ายหรือความยากลำบากบางอย่างที่คนอื่นทำใจได้ง่าย แต่กับคนนี้สามารถจะทำให้เขาหมดไฟในการทำงานได้ ที่แย่กว่านั้นก็คือ คนประเภทนักคิดสิ่งใหม่ๆ นั้น ต้องการการกระตุ้นเร้า บรรดานโยบายและกรอบวิธีการทำงานขององค์กร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตำแหน่งทางการบริหารส่วนใหญ่ สามารถจะทำให้คนเหล่านี้รู้สึกเหมือนถูกล้อมกรอบได้
แหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
|