คนทำงานยุคใหม่ จำเป็นต้องมี DNA อะไร จึงจะยึดครองที่ยืนแห่งความสุขสำเร็จในปี 2010 นี้
ในห้วงเวลาขึ้นปีใหม่ที่คนต่างรื่นเริง ทั้งเปี่ยมด้วยความหวังลึกๆ ที่จะข้ามผ่านวันคืนร้ายในปีเก่า และถือเอาฤกษ์ปีใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของการผลิบาน หลังสลัดทิ้งใบเก่าที่เหี่ยวเฉา
การตั้งปฏิญาณที่จะลด ละ เลิก สิ่งบั่นทอนสุขภาพ นิสัยเดิมๆ หรือน้ำหนักส่วนเกิน ดูจะเป็นเรื่องวิถีชีวิตที่คนทำงานคุ้นเคย
แต่การใช้ประโยชน์จากปีใหม่ ในเชิง “ซ่อม” ความผิดพลาด เมื่อเทียบกับการถือเอาโอกาสปีใหม่นี้ เป็นช่วง “สร้าง” ความสุขสำเร็จให้วิ่งทันกับกาลเวลา อย่างหลังดูท่าจะเข้าเค้ากับโลกที่เปลี่ยนโฉมหน้าทุกวันนี้
ก็ใครจะการันตีที่ที่ดีที่สุด ทั้งเรื่องงานและชีวิต ได้ดีไปกว่าตัวเราอีกเล่า
โลกการทำงานในปี 2010 นี้ หมุนเร็วและผันผวนเสียจนเชื่อถือว่า ความรู้ความสามารถทัศนคติและตัวตนของคนทำงานในวันเก่า ที่เคยช่วยให้รับมือกับวิกฤติหรือเรื่องยากๆ ได้อย่างประสบความสำเร็จมานักต่อนัก
คนทำงานที่ผ่านพ้นวิกฤติมาได้สักสองรอบ ทั้งต้มยำกุ้งและแฮมเบอร์เกอร์ จะมีประสบการณ์ร่วมกันหลังวิกฤติ ในการปรับปรุงพัฒนาตัวใหม่ เพื่อให้พร้อมทันกับการ “ฟื้นไข้” ขององค์กร
นี่ยังไม่นับรวมถึงตัวแปรโดยรอบที่โถมเป็นระลอก ให้รู้ว่าได้เวลาที่คนทำงานจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ ให้ร่วมสมัยกับโลกวันนี้
ตัวแปรหรือปัจจัยภายนอกที่เป็น “ตัวเอก” ส่งแรงผลัก มี 7 ประการด้วยกัน อันได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ลูกค้า โลกาภิวัตน์ เทคโนโลยี และแนวคิดทางการจัดการ
แม้จะดูท่าว่าเศรษฐกิจโลกและในบ้านเราอยู่ในภาวะที่พอจะมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้าง แต่องค์กรที่เพิ่งฝ่าฝนฟ้าพายุ จะยิ่งเข้มงวดกับการบริหารองค์กร และทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อประจวบกับปัจจัยทางด้านสังคม การเมือง ที่แรงกระเพื่อมยังดูท่าจะยังเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง
เป็นผลให้การองค์กรที่แม้ผลประกอบการปิดสิ้นปี 2552 จะเป็นไปได้ตามเป้าหมายหรือไม่ แต่องค์กรล้วน “ระมัดระวัง” ในการวางแผนอัตรากำลังคน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีโมเดลในฝัน คือ คนทำงานที่สามารถทำงานได้หลากหลายในคนเดียวกัน แทนที่จะติดกรอบคณะวิชาหรือวิชาชีพอย่างที่แล้วมา
ในปีนี้ จึงเป็นปีที่ผู้บริหารองค์กรผสานกลยุทธ์สรรหาและพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่ทำได้หลายอย่างในคนเดียว หรือ Hybrid workforce
กระแสความก้าวหน้าและนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่เน้นเรื่อง Application และ Software ที่แรงขนาดทำเอาวิถีการจัดการองค์กรและบริหารทรัพยากรมนุษย์ต่างไป ชนิดเหลือเค้าลางๆ ลองนึกภาพพนักงานที่ใช้การติดต่อสื่อสารกันผ่านเฟซบุ๊ค บีบี หรือทวิสเตอร์ ราวๆ 80% ของเวลาทำงาน จนฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ ต้องลดละเลิกบอร์ดประกาศ จดหมายเวียนแบบเดิมแทบไม่ทัน
แต่ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลสูงสุด ต่อ DNA ใหม่ของคนทำงานในปี 2010 สองอันดับ คงไม่มีเรื่องใดแรงเท่า กระแสการเป็นพลเมืองโลก และ แนวคิดทางการจัดการ
แต่เดิมคนทำงานตอบรับกระแสโลกาภิวัตน์ด้วยการฝึกภาษา เพื่อเอื้อให้สามารถสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ในบริบทนานาชาติ กระทั่งมียุคสมัยหนึ่งถึงกับมีกระแสฮิตว่าพ่อแม่ผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานให้เรียนภาษาที่สาม โดยเฉพาะภาษาจีนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
หากบัดนี้ การเปิดกว้างของตลาดแรงงานในบริบทนานาชาติ ไม่ได้ต้องการแค่ผู้รู้ภาษา แต่จำเป็นต้องล่วงรู้วัฒนธรรมเชิงลึกในการปฏิบัติงาน ประสานงาน หรือติดต่อเจรจากับผู้อื่นในบริบทนานาชาติ
ส่วนแนวคิดทางการจัดการที่ถือเป็นตัวการชี้นำ กลยุทธ์การบริหารองค์กร วัฒนธรรมองค์กร หรือแม้กระทำสไตล์ผู้นำ จะมีแนวคิดใดแรงชัดทั่วหน้าเท่ากับการโต้คลื่นลูกที่สี่ผ่านการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรมเป็นไม่ได้
โลกธุรกิจที่หมุนวนผ่านจุดมุ่งเน้นเรื่องระบบปฏิบัติการที่เป็นเลิศ ถึงการมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจ จนผันผ่านมาถึงการมุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
จนถึงวันที่โลกธุรกิจเป็นสีส้มสด ด้วยบ่ายหน้าเข้าแข่งขันในน่านน้ำสีส้มแห่งนวัตกรรม
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนทำงานยุคใหม่ จำเป็นต้องมี DNA อะไร จึงจะยึดครองที่ยืนแห่งความสุขสำเร็จในปี 2010 นี้ หากจำแนก DNA เป็นความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และภาพลักษณ์แล้ว พบพิมพ์เขียวพันธุกรรมทั้งสิ้น 9 ประการ
รู้แบบ Hybrid : คนทำงานยุคใหม่ จำเป็นต้องขยายตัวเองด้านข้าง ให้รู้รอบในศาสตร์และวิธีการราว 3 อย่างในคนเดียว โดยไม่ติดกรอบว่า ศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ด้านใดมาเป็นการเฉพาะ การจะขยายข้างจำเป็นต้องพิจารณาศักยภาพ และความสนใจของตนเอง โดยไม่พักรั้งรอว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยชิ้นไม่เคยคุ้น ทั้งที่จริงเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับคนทำงานอย่างตรงไปตรงมาที่สุด
DNA นี้เป็นการตอบโจทย์ กลยุทธ์การรับมือขององค์กรต่อเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ยิ่งองค์กรต้องรัดเข็มขัดเท่าไหร่ ผลผลิตที่ออกมาจากคนทำงานยิ่งต้องสูงขึ้นไปเท่านั้น และยังพบแนวโน้มอีกว่าองค์กรสมัยใหม่ ไม่ได้วัดความใหญ่ที่อายุยืนยาว หรือ จำนวนพนักงาน หากแต่ยึดที่ผลลัพธ์ของการดำเนินธุรกิจเป็นสำคัญ
รู้จักชีวิตและวัฒนธรรมนานาชาติ : ภาษาที่ดีไม่ได้การันตีการเชื่อมโยงกับผู้อื่น ที่แตกต่างทางสัญชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมได้ หากแต่การเรียนรู้รากวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภาษา วิธีการต้อนรับ เจรจา การแต่งกาย และตัดสินใจ จะยิ่งทำให้ไม่ว่าคนทำงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่ใด ก็จะไม่รู้สึกว่าจากบ้าน หากแต่มีความสุขและเปี่ยมด้วยความหมาย จากการได้ใช้คุณค่า และให้คุณค่าของการเป็น “พลเมืองโลก”
และหากจะฝึกฝนเรื่องภาษาที่สาม สี่หรือ ห้า ขอแนะนำว่า อย่าพุ่งไปที่จุดที่เป็นบ่อน้ำมันทางธุรกิจในวันนี้ แต่ลองพิจารณาศูนย์กลางหลักในแต่ละมุมโลก จะช่วยให้เป็นคนทำงานรุ่นใหม่ ที่พร้อมต่อภารกิจชนิดทั่วทั้งโลกใบนี้
ทักษะในการจินตนาการ : คนทำงานในยุคใหม่นี้ จำเป็นต้องใช้สมองซีกขวาเป็นสำคัญ เพราะโลกธุรกิจที่ฟาดฟันกันด้วยนวัตกรรมใหม่ ที่สร้างความรื่นเริงใจและชีวิตที่มีความหมายยิ่งขึ้นให้กับมนุษย์ ไม่ได้ต้องการแค่ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น หากแต่ต้องการผู้ที่สนุกที่จะคิด มีจินตนาการและแฟนตาซี มีความเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ มีการใช้ชีวิตเชิงลึกและสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ จึงจะสรรค์สร้างสิ่งใหม่ได้อย่าท้าทายวิถีเดิม
ทักษะในการคิดเชิงกลยุทธ์ : คุณภาพความคิดเชิงกลยุทธ์ที่พลิกแพลงวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ เป้าหมาย ข้อจำกัด และข้อได้เปรียบ เป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ไม่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใด ด้วยสถานการณ์ของธุรกิจโลกที่ผันแปรไว ไม่หยุดนิ่ง จำเป็นต้องอาศัยคนทำงานที่อ่านเกมส์ขาดและวางหมากแม่น เพื่อประกันความสำเร็จในทุกย่างก้าวของธุรกิจ
ทักษะความฉลาดทางสังคม : คนทำงานในยุคโลกคลื่นลูกที่สี่ จำเป็นต้องตระหนักในความสำคัญการบริหารเครือข่ายความสัมพันธ์ ฉลาดในการปฏิสัมพันธ์และสามารถบริหารเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงรุก ที่ออกนอกระดับองค์กร กลุ่มวิชาชีพ หรือประเทศ โดยเห็นเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความก้าวหน้าทางอาชีพ และบริหารชีวิต ทั้งนี้ ก็ด้วยคนที่อยู่รายล้อมรอบตัวอย่างใกล้ชิด 5 คน คือผู้ที่โน้มน้าวทัศนคติได้อย่างทรงประสิทธิภาพที่สุด
ความชำนาญเรื่องเทคโนโลยี : DNA เรื่องเทคโนโลยีแม้จะฟังดูไม่แปลกใหม่ให้ได้ฮือฮาสักเท่าไหร่ แต่ความชำนาญทางเทคโนโลยีสำหรับคนทำงานยุคใหม่นี้ หมายถึงความถนัดและคล่องแคล่วเรื่อง Application และ Software ในเชิงประยุกต์เข้ากับงานและชีวิตได้ รวมถึงขยายวงความสนใจจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับงานตรงๆ อาทิ เทคโนโลยีทางการแพทย์ การชะลอวัน การฝากอวัยวะ พลังงานทดแทนจากพลังลม เป็นต้น
บริหารจิตใต้สำนึกให้เป็นบวก : ในยุคทองของจินตนาการ จิตและปัญญาเช่นนี้ คนทำงานจำเป็นต้องบริหารพลังของจิต ให้สงบนิ่งมีพลัง ด้วยการให้อาหารจิตเชิงบวก อาทิ การคิดบวก การอยู่สิ่งแวดล้อมที่เป็นบวก การซับพลังธรรมชาติที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจ รวมถึงการรู้จักปล่อยและวางในเวลาที่ต้องกักเก็บพลังงาน หมดสมัยการคิดแบบระแวดระแวงภัยไปเสียหมดแล้วล่ะคะ เพราะนั่นจะทำให้ทอนพลังงานจิตได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ต้อนรับการเปลี่ยนแปลง : หากแต่เดิมองค์กรใดมุ่งพัฒนาพนักงานให้เป็นผู้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ยังถือว่าไม่เพียงพอต่อการเป็นผู้เล่นในโลกธุรกิจทุกวันนี้ หากแต่จำเป็นต้องสร้างคนทำงานรุ่นใหม่ และคนทำงานรุ่นใหม่เอง จำเป็นต้องหาหลักคิดที่เอื้อให้ยิ้มรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ มองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาส และกระหายที่จะลุกขึ้นมาผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง
ความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จยิ่งกว่า : ความมุ่งมั่นประหนึ่งมีไฟแผดเผาใจ ให้วิ่งทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ และทำได้ไม่ถึง เป็นคุณลักษณะที่จะบ่งชี้ว่าผู้ใดจะก้าวเข้าสู่โลกการทำงานยุคหน้าอย่างสะดวกดายและใครที่จะถูกทิ้งไว้ด้านหลัง หากการคิดบวกคือการสะสมพลัง ความมุ่งมั่นคือการบริหารพลังให้เป็นเท่าทวี เพื่อผลักดันผลลัพธ์สำเร็จจงได้ ความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จจึงเป็นกุญแจดอกสุดท้ายจะที่ตัดสินใจว่าคนทำงานคนใดจะไปถึงเป้าหมาย
และได้ยึดครองที่ที่ดีที่สุด ไม่ว่าเป็นโลกธุรกิจในห้วงยามใด
โดย : ค.คน / bangkokbiznews.com