ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2551 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตรา 5.3% ซึ่งนับว่าชะลอลงจากการขยายตัว 6.1% ในไตรมาส 1/2551 และเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่หน่วยงานเศรษฐกิจ และนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ที่ 5.7% พอสมควร
เพื่อพิจารณาถึงรายละเอียดแล้ว ยิ่งมีอะไรที่น่าสนใจ คือ ตัวเลข GDP ที่ออกมาสูงถึง 5.3% นั้น จริงๆ แล้ว ครึ่งหนึ่งเป็นผลมาจากการส่งออก แม้ว่ารัฐบาลได้พยายามกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาหลายระลอกแล้ว แต่การบริโภคภาคเอกชนยังทรงตัวในระดับต่ำเพียง 2.4% ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะกำลังซื้อของคนไทยอ่อนตัวลงมากในภาวะราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 ปี
ในส่วนการลงทุนซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า น่าจะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการจะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของไทยชะลอลงต่อเนื่อง โดยทำท่าจะฟื้นตัวในช่วงปลายปี 2550 แต่พอมาถึงไตรมาสสองนี้ การลงทุนกลับทรุดลงไปอีก ทั้งนี้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (mega projects) ทั้งหลายก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
การชะงักงันของการลงทุนในปัจจุบันเกิดขึ้นในหลายภาคธุรกิจ แต่ที่โดนกระทบแรงๆ คือ ธุรกิจก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะผู้ประกอบการต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น หลายบริษัทมีการชะลอการขยายโรงงานเพราะไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยก็อยู่ในช่วงขาขึ้นอีก แถมท้าย คือ บรรดาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่หาเสียงกันไว้ เอาเข้าจริงก็ใช้เวลามากในทางปฏิบัติ ถึงแม้รัฐบาลจะมีมาตรการลดภาษี/ค่าธรรมเนียมการโอนให้กับอสังหาริมทรัพย์ แต่ดูจะเป็นการช่วยที่ธุรกิจปลายทางมากกว่า คือ ธุรกิจบ้านจัดสรรที่มีบ้านระหว่างสร้างหรือสร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ช่วยธุรกิจก่อสร้างโดยรวมเท่าไรนัก ในเมื่อแรงกระตุ้นก็ไม่มี แถมกำลังซื้อก็น้อยลง ผู้ประกอบการที่อยากจะขยายโรงงานก็น้อยลง ภาคก่อสร้างที่มีการจ้างแรงงานถึง 2.5 ล้านคน ก็เลยหดตัวอย่างหนัก และยังไม่มีท่าทีจะฟื้นตัวภายในระยะเวลาอันใกล้นี้
เมื่อหันมามองภาคส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในไตรมาสสองเครื่องจักรตัวนี้ก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างดี แต่ว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปีอาจไม่สดใสเหมือนครึ่งปีแรก เพราะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเศรษฐกิจใหญ่ๆ อาทิเช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งประเทศจีนเอง ก็มีสัญญาณการชะลอตัวออกมา จนรัฐบาลจีนเตรียมออกมาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ และแม้ค่าเงินบาทในช่วงนี้จะอ่อนค่าลงมาก็ไม่น่าจะช่วยภาคส่งออกได้มากนัก เพราะเงินบาทก็เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย
การมองเฉพาะว่าการเติบโตของการส่งออกยังเติบโตในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 23% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และล่าสุด ตัวเลขของเดือนกรกฎาคมโตสูงถึง 43% อาจไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงทั้งหมด เพราะแม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้นในอัตราสูง แต่ขณะเดียวกัน การนำเข้าก็เติบโตสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากส่วนหนึ่งมีการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามา เพื่อกลั่นและส่งออกในรูปของน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งการส่งออกที่เติบโตสูงในปีนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงประมาณเดือนละ 1,000-1,500 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น รายได้การส่งออกสุทธิในปีนี้จึงต่ำกว่าปีที่ผ่านมา การส่งออกที่สูง จึงไม่ช่วยในอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร
จากสภาวะเศรษฐกิจที่การบริโภคและการลงทุนในประเทศยังคงอ่อนแอแล้ว ทำให้แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี น่าจะแย่ลงไปอีก เพราะปัจจัยทางการเมืองดูแล้วก็ยิ่งน่ากังวล แถมมีประเด็นเรื่องการประสานงานกันของหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากจะมีความขัดแย้งระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังแล้ว การแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีจำนวน 4 คน ขึ้นมา ก็มีองค์ประกอบของกรรมการที่ดูแปลกๆ เพราะหนึ่งในสองนั้นเป็นข้าราชการประจำภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารองค์กรอิสระที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐบาลสามารถปรึกษาหรือใช้งานได้โดยตรงอยู่แล้ว ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจสำหรับกลั่นกรองงานด้านเศรษฐกิจให้กับคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง ถือเป็นความพยายามที่จะเรียกความมั่นใจจากภาคธุรกิจและต่างประเทศ ซึ่งอาจจะช้าไปบ้าง แต่คงต้องยึดคติที่ว่า "มาช้าดีกว่าไม่มา"