หลายปีมาแล้วที่เราๆ ท่านๆ ได้ยินนักข่าวสายการเมืองให้ฉายานักการเมืองหรือรัฐมนตรีบางท่านที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือไม่มีผลงานว่าเป็น “รัฐมนตรียี้” หรือ “ส.ส.ยี้” ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็ยังได้ยินกันอยู่เนืองๆ
ใช่ว่าคำว่า “ยี้” จะถูกใช้ไว้บรรยายสรรพคุณ (หรือสรรพโทษ) เฉพาะของนักการเมืองเท่านั้น ผู้บริหารในวงการธุรกิจก็อาจเป็น “ยี้” หรือถูกลูกน้อง “ยี้!” ใส่ได้เหมือนกันถ้าทำตัวไม่ดี
แต่ก็นั่นแหละค่ะ ผู้นำหรือผู้บริหารหลายท่านก็ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกว่าได้ทำอะไรที่ไม่สมควรไปบ้าง เพราะความที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่โตมีแต่คนเกรงอกเกรงใจ ยกยอปอปั้นจึงอาจทำให้ลืมตัวขาดสติทำในสิ่งที่อย่างเบาะๆ ก็ทำลายขวัญกำลังใจของลูกน้อง และอย่างแย่ก็คือสร้างศัตรูคู่อาฆาตคอยกำจัดท่านโดยที่ท่านอาจไม่รู้ตัว
Cyndi Maxey ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำได้รวบรวมพฤติกรรมหรือบาป 10 ประการที่พาผู้นำหรือผู้บริหารติดอันดับ “ผู้นำยอดยี้” ไว้ดังนี้
บาปข้อที่ 1 : ทำให้ลูกน้องอับอายในที่สาธารณะ
อย่านึกว่าจะมีแต่คนไทยหรือชาวเอเชียเท่านั้นที่เรื่องของ “หน้า” เป็นเรื่องสำคัญ ชาวตะวันตกเองก็เห็นเรื่องของการรักษาหน้า (Face - Saving) เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าพวกเราเช่นกัน แม้ว่าวัฒนธรรมชาวตะวันตกจะนิยมการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา ไม่ค่อยเกรงใจผู้อาวุโสมากเท่าชาวเอเชีย
แต่ผลปรากฏว่าเรื่องของ การที่ผู้นำไม่รักษาหน้าลูกน้อง (หรือฉีกหน้า) ได้รับการลงความเห็นว่าเป็นสาเหตุในลำดับต้นๆ ที่ผู้บริหารยอดยี้ชอบทำ
ถ้าท่านเคยชมภาพยนตร์เรื่องไอ้แมงมุม (Spider Man) ตอน 3 คงจะพอจำได้ว่า Peter Parker หรือไอ้แมงมุมสุดหล่อได้แฉโพย Eddie Brock ช่างภาพมือสมัครเล่นที่พยายามแย่งงานไอ้แมงมุมว่าภาพที่ Eddie ถ่ายเป็นภาพตกแต่ง
ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นความจริง แต่ก็ทำให้ Eddie ต้องเสียโอกาสที่จะได้งานและต้องเสียหน้าเป็นอย่างมาก จากนั้น Eddie ก็กลายเป็นมารร้ายคอยแก้แค้นไอ้แมงมุม...
ดังนั้นพึงจำไว้ให้ดีว่า หากคิดจะตำหนิหรือตักเตือนลูกน้อง อย่าได้วีนลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ควรเรียกมาคุยโดยลำพัง แต่ถ้าจะชมเขา ให้ชมต่อหน้าคนอื่น
บาปข้อที่ 2 : ไม่สนใจรับฟังและสนับสนุนความคิดของลูกน้องอย่างจริงใจ
อย่างที่ทราบกันดีอยู่ว่าแรงงานในปัจจุบันจะเป็นคนรุ่นใหม่พวก Gen X และ Gen Y ที่ได้รับการศึกษาอบรมให้กล้าแสดงออก กล้าพูดและต้องการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นผู้นำจะต้องจัดสรรทั้งเวลาและเวทีให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ได้นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่อาจนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่
นอกจากจะต้องฟังความเห็นของพวกเขาอย่างตั้งใจแล้ว ผู้นำยังจะต้องให้คำวิจารณ์ว่าความคิดของเขาดีหรือบกพร่องอย่างไร พร้อมทั้งนำความคิดที่ดีๆ ของเขาไปต่อยอดทำให้มันเป็นความจริงกลายเป็นโปรเจ็คออกมา
ผลการสำรวจความต้องการของพนักงานรุ่น Gen X และ Gen Y ในทวีปเอเชียที่จัดทำอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการขององค์กรต่างๆ เช่น Hewitt Associate Dow Chemical Novartis ฯลฯ บ่งบอกว่า คนรุ่นใหม่รู้สึกกระตือรือร้นและถูกจูงใจได้ด้วยการที่พวกเขาได้ทำงานร่วมกับผู้นำและองค์กรที่กระตุ้นต่อมความคิดของเขา
พวกเขาไม่ชอบงานที่ต้องรับคำสั่งอย่างเดียว และจะไม่ชอบมากๆ เลยถ้าผู้นำไม่สนใจรับฟังความเห็นของลูกน้อง และยิ่งจะไม่ชอบที่สุดถ้าผู้นำเสแสร้งทำเป็นขอความเห็นพวกเขาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่บริหารแบบให้พนักงานมีส่วนร่วม (Participatory Management) แต่เนื้อแท้เป็นเผด็จการและใจแคบ...อย่านึกว่าลูกน้องรู้ไม่ทันนะ!
บาปข้อที่ 3 : ชมลูกน้องไม่เป็นง่ะ!
ในปี 1998 Gallup ได้ทำการสำรวจความเห็นพนักงานหลายพันคนว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขามองว่าองค์กรที่ทำงานด้วยเป็น “องค์กรชั้นดี”
ผลสำรวจออกมาว่าหนึ่งในปัจจัยยอดนิยมได้แก่ การได้รับ "คำชมเชยจากผู้บังคับบัญชา" เมื่อทราบเช่นนี้แล้วผู้บริหารทั้งหลายที่เคยคิดว่าการชมเชยหรือยกย่องลูกน้องจะทำให้พวกเขาเหลิง เลยประหยัดคำชม หรือไม่ชมเลยนั้น ควรเปลี่ยนความคิดบ้าง
พยายามสังเกตสังกาว่าลูกน้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกอย่างไร แม้จะเป็นการพัฒนาเพียงน้อยนิดก็ควรให้ความเห็นในเชิงบวกเช่น “อือม์ คุณเริ่มต้นงานชิ้นนี้ได้ถูกทางแล้วนะ...” เป็นต้น ทั้งนี้ความเห็นของผู้บังคับบัญชาเป็นสิ่งที่ลูกน้องต้องการมากเพื่อที่จะรู้ว่าเขาทำงานได้ตามที่คาดหวังหรือไม่
แต่ผู้นำบางคนชมไม่เป็น มิหนำซ้ำยังอิจฉาหรือหมั่นไส้ลูกน้องที่ทำท่าว่าจะเก่งเกินหน้าเสียอีก! แบบนี้จะไม่ยี้ยังไงไหว!
นี่เพิ่งคุยถึงบาปข้อที่ 3 เอง ติดตามบาปข้อต่อไปสัปดาห์หน้านะคะ
โดย : รศ.ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข