ผนึกกำลังสร้างผลงาน กลยุทธ์ 'ทีมเวิร์ค' ที่ยังเวิร์ค : SIAMHRM.COM

ผนึกกำลังสร้างผลงาน กลยุทธ์ 'ทีมเวิร์ค' ที่ยังเวิร์ค




       ทำอย่างไรให้อยู่รอดในยุคข้อมูลข่าวสาร ก่อนแรงงานมนุษย์จะถูกแทนที่ DMG เผย "ทีม" คือคำตอบ
       สร้างคน-องค์กรที่สมบูรณ์ต้องใช้พนักงานเป็นศูนย์กลาง ผนึกกำลัง PQ-IQ-EQ-SQ ให้เป็นหนึ่ง
       "ผู้นำ" ต้องคัดเกรดผู้ใต้บัญชา พร้อมเปิดใจ ตรงไปตรงมา การันตีรบร้อยได้ผลงานเกินร้อย
       "BMW" ชี้ทีมเข้มแข็งอยู่ที่ความแตกต่างที่ลงตัว เปิดกฎแห่งการสร้างทีมที่ได้ทั้งใจได้ทั้งงาน
       
        มีคำกล่าวของ ดร.สตีเฟ่น อาร์ โควีย์ ในหนังสืออุปนิสัยที่ 8 : THE 8 HABITS FROM EFFECTIVENESS TO GREATHESS ว่าใน 5 ยุคของการมีชีวิตอยู่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ คนที่จะอยู่รอดได้คือคนที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เก่งที่สุด โดยยุคแรกที่เป็นยุคแห่งการล่า สัตว์คือเหยื่อ และมนุษย์ที่อยู่รอดจะเข้าสู่ยุคกสิกรรม ต่อมายุคที่3 ที่อุตสาหกรรมรุ่งเรือง
       
        ปัจจุบันเป็นปลายยุคของข้อมูลข่าวสาร คนที่จะสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในสภาวะเทคโนโลยีสารสนเทศรอบตัวแบบนี้คือ คนที่สามารถรู้ถึงแก่นแท้ของข่าวสาร ทำตัวให้เป็น Knowledge Worker ทำงานและรู้ให้มากกว่าเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต เพื่อทิ้งช่วงห่าง เพราะในอนาคตเทคโนโลยีดิจิตอล ไบโอและนาโนเทคโนโลยีจะผนวกเข้าด้วยกัน
       
        เมื่อนั้นแรงงานมนุษย์จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องกล ดังนั้นในเวลาปลายยุคอีกกว่า 10 ปีต่อไปนี้องค์กรหรือตัวพนักงานจะต้องเร่งพัฒนาพนักงานให้เหนือกว่าเทคโนโลยี
       
       สร้างทีมเพื่อองค์กรสมบรูณ์
       
        ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี กล่าวว่า “ทีม” จะต้องประกอบด้วยตัวละครหลายตัว และไม่ใช่ว่าตัวเอกจะต้องเก่งกาจเพียงคนเดียว เพราะความสำเร็จที่ทำทีมได้รับมักจะมาจากความร่วมมือของทุกคน การพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเพื่อความสำเร็จนั้นจะไม่บังเกิดผลหากว่าไม่พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง
       
        อคติ คืออุปสรรคของการสร้างทีม เนื่องจากแต่ละคนจะจดจำภาพแรกที่เกิดจากการมองเป็นคะแนน บางคนจะมองเพื่อนร่วมงานเป็นบวก หรือลบไว้ก่อน ซึ่งกฎข้อนี้จะเป็นไปตามธรรมชาติ
       
        "ถ้าเป็นหัวหน้างาน และลูกน้องที่ทำงานผิดพลาดบ่อยครั้งนำเสนอผลงานชิ้นใหม่ หัวหน้าจะมองเขาในทางลบไว้ก่อน บางคนอาจจะไม่ดูงาน แต่บอกให้เอางานกลับไปแก้ นี่ก็เป็นการบล็อกทัศนคติในทางลบที่มีให้เห็นบ่อยๆ ในทุกองค์กร"
       
        ทั้งนี้ คนที่เป็นหัวหน้าจะต้องทำใจให้เป็นกลาง ไม่รีบด่วนสรุป ไม่ประเมินงานในทันที ซึ่งหัวหน้าลักษณะตัดสินนั้นส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ที่เนื้องาน แต่อยู่ที่ทัศนคติส่วนบุคคล
       
        ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ จะต้องเข้าใจเหตุที่ทำให้คนแตกต่างกัน และทำความเข้าใจกับความเป็น "ผู้นำ" ด้วย    
          
        ข้อนี้ก็คือการที่เราจะเป็นคนที่สมบูรณ์ เป็นองค์กรที่สมบูรณ์ หรือเป็นประเทศที่สมบูรณ์ได้จะต้องมีความสามารถ 4 ข้อด้วยกัน คือ
       
        PQ ความฉลาด/ความแข็งแรงทางกาย หรือเปรียบกับองค์กรคือเศรษฐกิจปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตขององค์กร หรือความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงานแต่ละคน
       
        IQ ความฉลาดทางปัญญา หมายถึงคนที่เก่งงาน เก่งเรียน องค์กรที่เติบโตด้วยผลกำไรจำนวนมาก
       
        EQ ความฉลาดทางอารมณ์ คือ การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน คู่แข่ง และสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมได้
       
        SQ ความฉลาดทางจิตวิญญาณ คือ การมั่นคงต่อจริยธรรม ศีลธรรมในการทำงาน ซึ่งสิ่งที่จะบอกได้ว่าคนมีความฉลาดตัวนี้หรือไม่นั้น ดูได้จากความกล้าที่จะบอกว่าไม่ใช่ หรือไม่เอาในสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง
       
        คนหรือองค์กรที่สามารถนำทั้ง 4 ข้อมาประยุกต์ใช้ได้ดีที่สุดจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง    
       
        อย่างไรก็ตามการบริหารคนที่เป็นปัญหาเรื้อรังเพราะโครงสร้างการบริหารองค์กรแบบเก่าที่ใช้ระบบเจ้านายเป็นศูนย์กลาง โดยมีเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมคือกฎระเบียบ พนักงานเมื่อเข้ามาในองค์กรแล้วไม่จำเป็นต้องมองอนาคตของตัวเอง เพียงแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น กำหนดกฎหยุมหยิมเพื่อให้คนอยู่ในกรอบและทำงานให้ได้ตามประสิทธิภาพที่ตั้งไว้เป็นพอ
       
        แต่ในหนทางแก้โรคเรื้อรังเป็นทางกลับกันและเป็นการบริหารคนแบบใหม่ คือ ใช้มโนธรรมของคนทำงานเป็นศูนย์กลาง โดยมีวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นตัวกำหนดทิศทางการทำงาน มีวินัยเพื่อให้องค์กรเดินไปในทางเดียวกัน และกระตุ้นไฟในตัวพนักงานออกมาเพื่อส่งเสริมการปลดปล่อยศักยภาพในตัวบุคคลของมาให้ได้อย่างเต็มที่ การทำงานในระบบทีมและการบริหารสมัยใหม่จึงจะสำเร็จ
          
       รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะเกินร้อย    
       
        ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท BMW (ประเทศไทย) กล่าวว่าในอดีตการบริหารฝั่งตะวันตกจะให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงการทำงาน (Hard ware) และระบบการงาน (Soft ware) ตลอดจนจัดการขั้นตอนการทำงานเป็นบันทึกรายละเอียดทุกขั้นตอน เพราะกลุ่มบริษัทเหล่านั้นมีความเชื่อว่าพนักงานทุกคนมีแนวโน้มที่จะขี้เกียจ จึงเชื่อมโยงผลการประเมินงานเข้ากับผลตอบแทน และติดระบบออกคำสั่ง ตลอดจนไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของพนักงาน
       
        "พวกเขามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าเมื่อสวมหมวกในตำแหน่งใดแล้ว พนักงานก็ต้องทำหน้าที่ส่งมอบผลงานที่บริษัทต้องการ ถ้าตั้งเป้า 100% ก็ต้องทำให้ได้เต็ม โดยลืมนึกไปว่ามนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร และลืมข้อเครื่องมือสำคัญ Human wareคือคน เพราะหากได้รับการดูแล เอาใจใส่อย่างดีแล้ว พนักงานจะสามารถทำงานได้เกินกว่า 100% ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทในแถบเอเชียมองเห็นและมีให้พนักงาน"
       
        ดร.วิทย์ บอกว่า แม้คนที่ทำอาชีพเดียวกัน มีระดับงานเท่าเทียมกัน กลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การบริหารด้วยหัวใจ และการสื่อสารต้องแตกต่างตามลักษณะบุคคลด้วย
       
        BMW เป็นบริษัทที่สามารถยกตัวอย่างความหลากหลายของคนที่ไม่มีความเหมือนกันเลยได้ดี กล่าวคือ บริษัทมีพนักงาน 3 กลุ่ม หลักใหญ่เป็นวิศวกร กลุ่มที่สองคือพนักงานภาคธุรกิจ ทำงานการตลาด การขาย และประชาสัมพันธ์ สำหรับกลุ่มสุดท้ายที่มีเพียง 2% ในองค์กรคือ ดีไซน์เนอร์
       
        เมื่อรู้จักกลุ่มพนักงานในองค์กรแล้ว ก็ต้องเข้าใจว่าคนในแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการแบ่งแบบหยาบๆ เพราะจะให้ละเอียดต้องเรียนรู้เป็นบุคคล
       
        กลุ่มวิศวกรจะมีพัฒนาการด้านความคิดเป็นกราฟเส้นตรง เมื่อรับแรงกดดันมาก งานก็ดี เปรียบเทียบเป็นแกนXและY ยิ่งทำงานมากกราฟก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะการทำงานจะเป็นระบบกลไก ทำงานด้วยคำสั่ง แต่สำหรับกลุ่มที่เป็นดีไซน์เนอร์ เส้นกราฟการทำงานจะขึ้นๆ ลงๆ ตามอารมณ์ที่ไม่แน่นอน
       
        "พวกนี้จะมีความเป็นศิลปินสูง บางวันขี้เกียจ ก็ไม่ทำงาน บางวันขยันอยากทำก็ทำ ยิ่งหากใกล้เวลาเส้นตาย งานจะยิ่งออกมาดี"
       
        ดังนั้นหัวหน้าจะต้องเข้าใจลักษณะนิสัยของผู้อยู่ใต้บัญชา ว่าควรจะสื่อสารกับใครอย่างไร และจะทำอย่างไรให้คนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วพูดจาภาษาเดียวกันซึ่งเป็นภาษาสากลในองค์กร
       
        "การสร้างทีมจึงต้องรู้จักฝ่ายตรงข้ามให้ดี เปิดใจ ให้ความสำคัญกับปัญญาผู้อื่น รู้ว่าคนที่จะพูดด้วยเป็นใคร และเป็นคนอย่างไร จากนั้นไว้วางใจและให้อำนาจ ในบทที่จะต้องใช้ความรุนแรงก็ต้องเด็ดขาด ผู้นำจะต้องทำตัวให้เป็นปรอท ไม่เพียงแค่วัดอุณหภูมิองค์กรเท่านั้นแต่จะต้องวัดอุณหภูมิของคนรอบข้างด้วยว่าเวลาใดควรเข้าใกล้ และปรับตัวตาม"ดร.วิทย์ กล่าวทิ้งท้าย
       
       อุดรอยโหว่ทีม ทำความรู้จักคน
       
        ไพบูลย์ สำราญภูติ อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ลักษณะของคนในองค์กรมี 4 ประเภท ซึ่งทุกคนมีช่วงเวลาของแต่ละโปรโมชั่นไม่เท่ากัน ภาษาการตลาดเรียกว่าวัฏจักรอายุขัยของช่วงการทำงานเปรียบได้กับสินค้าหนึ่งตัว คือ
       
        คนกลุ่ม A ไม่ฉลาด-ขยัน จะมีอาการที่เรียกว่าซึม และเซื่อง ลักษณะจะเป็นคนว่านอนสอนง่าย รับความรู้ได้ง่าย เจ้านายบอกให้ทำอะไรก็ก้มหน้าก้มตาทำอย่างไม่มีคำอุธรณ์ พบในพนักงานใหม่ที่อยู่ในช่วงรอเวลาผ่านการทดลองงาน
       
        กลุ่ม B ฉลาด-ขยัน ช่วงการทำงานที่ทำมาได้ระยะหนึ่งเมื่อชินต่อระบบงาน ความรู้เพิ่มขึ้น คนกลุ่มนี้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ เป็นอัศวิน อัตตาเริ่มเกิด เริ่มฟุ้งถึงความสำเร็จของตนเอง อาการเหล่านี้เรียกรวมในกลุ่มซ่าส์
       
        กลุ่ม C ฉลาด-ขี้เกียจ ระยะที่ 3 เรียกคนกลุ่มนี้ว่าเซียน ผ่านอาการคุยฟุ้งแล้วก็จะออกโรงสอนพนักงานรุ่นน้อง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องด้านลบลบ เรื่องที่ดีๆ จะเก็บเป็นเคล็ดลับเฉพาะตัว
       
        กลุ่ม D ไม่ฉลาด-ขี้เกียจ อาการระยะสุดท้ายที่ถือว่าองค์กรเริ่มพิจารณาแล้วว่า คนกลุ่มนี้สมควรอยู่ต่อไปหรือไม่ เพราะในระยะที่ 3 นั้น นอกจากพวกเขาจะปิดตาไม่รับรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาแล้ว ยังปิดหูไม่ฟังคำแนะนำของใคร เชื่อว่าตนเก่ง สุดท้ายกลุ่มนี้ก็จะกลายเป็นหนี้ให้องค์กร
       
        ดังนั้นคนที่เป็นผู้นำจะต้องพิจารณาและทำความรู้จักคนแต่ละประเภท และสังเกตว่าลูกน้องของตนอยู่ในระดับใด มีจุดอ่อนเรื่องใด แล้วทำการปิดช่องว่างที่ยังมีอยู่ในทีมเพื่อให้องค์กรเดินไปได้โดยไม่สะดุด
       
       **********
       
       กฎการสร้างทีม 3 ข้อ
       
       1.มองคนอื่นในแง่ดี (Positive Thinking)
       
       2. สร้างความไว้วางใจ(ความสัมพันธ์ที่ดี) กับเพื่อนในออฟฟิศ โดยวิธีการทักทายหรือยิ้มให้ พูดถึงเขาในแง่ดี เพื่อให้คนอื่นได้ยินเรื่องของเขาในแง่ดี อีกทั้งต้องเป็นฝ่ายให้ก่อน ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานก่อนโดยเป็นฝ่ายให้มากกว่ารับ ให้อภัยและเห็นอกเห็นใจกัน
        เจ้านายควรแสดงน้ำใจและชื่นชมเขาเมื่อเขาประสบความสำเร็จ มองหาแนวคิดหรือกิจกรรมที่เหมือนกันสร้างความเป็นพวกเดียวกันจากแนวความคิดที่เหมือนกัน
       
       3. "เมื่อมีปัญหา" เผชิญหน้ากัน ให้โทษตัวเองก่อน (ทีมเดียวกันต้องรับผิดชอบร่วมกัน) และขอโทษคนในทีมก่อน โดยหลีกเลี่ยงคำพูดที่รุนแรงเกินไป ซึ่งจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคนไว้ก่อนงาน เมื่อเกิดข้อขัดแย้งให้นึกถึงสิ่งดีๆ ในตัวเขาที่เคยทำมา ปกป้องเขาด้วย โดยไม่จำเป็นต้องรายงาน หรือฟ้องผู้บังคับบัญชา

 

ที่มา  :  หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM