3 อุปสรรคใหญ่ ขวางการเพิ่มผลผลิต : SIAMHRM.COM

3 อุปสรรคใหญ่ ขวางการเพิ่มผลผลิต




ดร.พานิช เหล่าศิริรัตน์ ผู้อำนวยการ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ อธิบายความสำคัญว่า เพราะความแตกต่างของสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งๆ นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐที่ใช้กำกับการแข่งขัน มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของปัจจัยทุน และแรงงานอย่างเดียว ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อการสร้างความแตกต่างของระดับการแข่งขันที่ไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค
       
        นอกจากนี้ความสามารถการแข่งขันระยะยาว ยังอยู่ที่การบริหารจัดการปัจจัยทุนและแรงงาน ซึ่งการผลักดันการลงทุนของเอกชน และการเพิ่มผลผลิตของประเทศ ภาครัฐต้องมีส่วนในการปรับปรุงบรรยากาศการดำเนินธุรกิจที่กระทบต่อความเสี่ยง ต้นทุน และการเพิ่มผลผลิต
       
        กลุ่มที่สำรวจแบ่งเป็น 9 อุตสาหกรรมในภาคการผลิต และ 1 อุตสาหกรรม คือ เทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศจากภาคบริการ โดยสำรวจทั้ง 7 ภูมิภาคทั่วไประเทศ และสำรวจพร้อมกับอีก 46 ประเทศด้วย
       
        สิ่งที่พบจากการสำรวจ 1. ปัจจัยผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวนั้น ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของการเพิ่มผลผลิต เพราะแนวโน้มปัจจัยทุนของประเทศจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และความได้เปรียบของแรงงานไทยก็หมดลง
       
        เขากล่าวว่า ตัวเลข GDP สูงมาก แต่ไม่ได้แปลว่ามีการเพิ่มผลผลิตที่ดี เพราะไม่ได้ระบุถึงทรัพยากร หรือ input ที่ใช้ หลายประเทศ เช่น เกาหลีใส่ input เข้าไปมาก บางส่วนมาจากการกู้ยืมจากต่างประเทศ ปรากฏว่า output ที่ได้ ไม่สามารถรับภาระดอกเบี้ยได้ จนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หรืออย่างอังกฤษแม้ว่า output ไม่สูง นั่นเพราะมีนโยบายต้องการให้คนมีความสุขในการดำเนินชีวิต จึงไม่ได้ให้คนมีชั่วโมงการทำงานมากๆ
       
        เขาแนะนำอีกว่า การแผนเพิ่มผลผลิตนั้น ภาครัฐต้องดูว่าภาคอุตสาหกรรมใด เป็นอุตสาหกรรมหลัก ลูกค้าอยู่ในภาคธุรกิจอะไรมากที่สุด เช่น อเมริกาที่หลายคนคิดว่าต้องเน้นไอทีนั้น จริงๆ แล้วเน้นที่อุตสาหกรรมบริการมากกว่า เพราะมีคนทำงานอยู่ถึง 70%
       
        2. บรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย พบอุปสรรคที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1. กฎระเบียบที่เข้มงวด 2. การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งเป็นปัญหาในกิจการทุกขนาด และรุนแรงมากในอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม สำหรับภูมิภาคที่ขาดแคลนมาก คือ ตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 3. โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ
       
        ดร.พานิช กล่าวว่า บรรยากาศลงทุนที่ไม่ดี ส่งผลต่อความสามารถการแข่งขันของประเทศผ่าน 4 ช่องทาง คือ บริษัทที่มีศักยภาพจะมีผลกระทบมากกว่าบริษัทที่ไม่มี ภูมิภาคที่มีการขยายตัวสูง กลับมีบรรยากาศการลงทุนที่ไม่ดี ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ และระดับการใช้เทคโนโลยี และไอทีต่ำ
       
        3. ภาคธุรกิจที่สามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงส่วนใหญ่ มักมีลักษณะ คือ เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่ มุ่งการส่งออก มีการร่วมทุนโดยต่างชาติ และใช้เครื่องจักรที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์
       
        ดร.พานิช กล่าวว่า บทบาทของสถาบันเพิ่มฯ ที่ผ่านมา มีการนำแผนพัฒนาของสภาพัฒน์ฯ เข้ามาใช้เพื่อการวางแผนการเพิ่มผลผลิตสำหรับภาครัฐ ซึ่งแผนที่อยู่ระหว่างปี 2550-2552 กลยุทธ์เพื่อการเพิ่มผลผลิตผลิตถูกแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.ระดับปฏิบัติการ เน้นไปที่การผลักดัน โดยพยายามเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษา สร้างหลักสูตรและศูนย์ทดสอบ พร้อมกับวางแนวทางให้กับหลายๆ ภาคส่วน
       
        2. ระดับกลยุทธ์ เน้นที่การชี้นำ โดยการสร้างตัวชี้วัด เช่น การสำรวจบรรยากาศการลงทุน เป็นต้น สร้างศูนย์ข้อมูลระดับคลัสเตอร์ ผลักดันด้านการเพิ่มผลผลิตแก่ภาคผู้บริโภค สร้าง Benchmark และ 3.ระดับบูรณาการ ที่เน้นรณรงค์การเพิ่มผลผลิต ซึ่งระดับนี้อาจไม่ใช่บทบาทโดยตรงของสถาบัน
       
        ทั้งนี้เขาสรุปไว้ว่า การที่ภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มผลผลิตมากขึ้น สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นที่สำคัญ คือ การประเมินว่าตนเองอยู่ไหน และจะไปในทางไหน ต้องใช้เครื่องมืออะไร? และทำอย่างไรบ้าง? การอธิบายถึงบรรยากาศการลงทุนข้างต้น เพื่อให้ภาครัฐมองทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศด้วย
       
       เรียบเรียงจากการสัมมนาในโอกาสครบรอบ 10 ปี สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ หัวข้อ "เอกชนมองภาครัฐ : ภาพรวมบรรยากาศการลงทุน และการเพิ่มผลผลิตในประเทศไทย และความคาดหวังต่อบทบาทภาครัฐ"

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM