"ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมกับโลกแห่งการแข่งขันยุค 2000 +" : SIAMHRM.COM

"ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมกับโลกแห่งการแข่งขันยุค 2000 +"


กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงอุตสาหกรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน 2543 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมกับโลกแห่งการแข่งขันยุค 2000 +" โดยมี นายมนู เลียวไพโรจน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนายปณิธาน ยามวินิจ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายเขมทัต สุคนธสิงห์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและนายธเนตร นรภูมิพิพัชน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สรุปสาระสำคัญจากผู้ร่วมเสวนาได้ดังต่อไปนี้

นายมนู เลียวไพโรจน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

ทิศทาง แนวโน้ม ยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมในยุคที่มีการแข่งขันที่รุนแรง

  1. สถานะอุตสาหกรรมไทยในช่วงวิกฤต
    1.1 การจ้างงานลดลงเรื่อย ๆ จาก 4.65 ล้านคนในปี 2539 เหลือ 4.56 ล้านคนในปี 2541 และเพิ่มขึ้นเป็น 4.63 ล้านคน ในปี 2542
    1.2 จำนวนโรงงานอุตสาหกรรมลดลงจาก 131,198 โรงงาน ในปี 2539 เหลือ 128,304 โรงงาน ในปี 2542
    1.3 ผลิตภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรมต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.3 ในปี 2539 เป็นร้อยละ 34.1 ในปี 2542

  2. สาเหตุของความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรมไทย
    2.1 กระแสโลกาภิวัตน์ที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรง
    2.2 แรงขับในภาคอุตสาหกรรมเดิมเริ่มหมดแรง เช่น ความได้เปรียบเรื่องค่าแรงงานต่ำ มีแรงงานเหลือเฟือ การถูกตัด GSP เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
    2.3 โครงสร้างการผลิตไม่เข้มแข็ง เช่น เครื่องจักรล้าสมัย ขาดความสามารถในการเจาะตลาด ไม่มี Brand Name เป็นของตนเอง เป็นต้น

  3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
    3.1 ยุทธศาสตร์แนวนอน : ส่งเสริม SMEs (ภาคอุตสาหกรรม) ในทุกสาขา โดยมีกลยุทธ์ รวม 7 กลยุทธ์
    3.2 ยุทธศาสตร์แนวตั้ง : การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมรายสาขา ภายใต้ 13 สาขา 8 แผนงาน
         (รายละเอียดตามเอกสารที่แจกในที่ประชุม)

นายปณิธาน ยามวินิจ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

  1. การวางกรอบการพัฒนา ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 9 ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทย มุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก คือ

    • พัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีสมดุลหรือดุลยภาพ

    • การพัฒนาแบบเสริมสร้างคุณภาพและเพิ่มมูลค่า

    • การพัฒนาแบบยั่งยืน

  2. ภาคอุตสาหกรรมจะต้องพัฒนาไปตามกรอบวิสัยทัศน์การพัฒนาดังกล่าว ดังนี้

    • ต้องช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศอย่างสมดุลในทุกด้าน ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

    • ต้องเจริญเติบโตทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

    • ต้องเจริญเติบโตบนพื้นฐานความเป็นจริง มีจิตสำนึกในระยะยาว มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สูญเสียน้อย มลพิษน้อย เกิดต้นทุนทางสังคมต่ำ มุ่งสู่ความยั่งยืน

  3. ยุทธศาสตร์การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

    • สร้างขีดความสามารถด้านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การปรับปรุงระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้และการริเริ่มจัดทำนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพการพัฒนา โดยเฉพาะเน้นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    • ต้องทำอุตสาหกรรมแข่งกับคนอื่นให้ได้ โดยลดภาระการประกอบการอุตสาหกรรมในทุก ๆ ด้าน อาทิ ลดต้นทุนด้านภาษี ลดค่าใช้จ่ายด้าน การขนส่ง เพิ่ม Productivity ในทุก ๆ ด้านของอุตสาหกรรม

    • เรื่องตลาดและกติกาการค้า รัฐบาลจะต้องมีบทบาทนำ โดยภาคเอกชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด ต้องมีการปรึกษาหารือสร้างเอกภาพในการเจรจาต่อรองและการวางยุทธวิธีการตลาดระหว่างประเทศ ลดความเสียเปรียบในเรื่องนี้

    • ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงการจ้างงาน หรือสร้างโอกาสการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย

นายเขมทัต สุคนธสิงห์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวอย่างไรในยุค 2000+ ที่มีการแข่งขันรุนแรง

  1. หากภาคอุตสาหกรรมจะแข่งขันได้ต้องมี
    1.1 Q (Quality)
         - ที่เหมาะสมตามการใช้งาน โดยผู้ใช้เป็นผู้กำหนด
         - ผู้ผลิตต้องภูมิใจในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดี
         - ต้องไม่เป็นภัยกับสิ่งแวดล้อม

    1.2 C (Cost)
         - ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้ต้นทุนลดลง

    1.3 D (Delivery)
         - Just in time
         - ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์
         - ต้องมีการขนส่งที่ประหยัด

    1.4 M (Mass Customization)
         - ผู้ผลิตต้องมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

    1.5 S (Safety)
         - ตัวสินค้าต้องมีความปลอดภัย
         - กระบวนการผลิตต้องปลอดภัยต่อแรงงานและสิ่งแวดล้อม
         - ปลอดภัยต่อการบริโภค
         - มีการบริหารอย่างโปร่งใส

    1.6 E (Environment)
         - ต้องมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด
         - ต้องมีการลงทุนในเรื่องการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม

  2. กลยุทธ์การพัฒนาทั่วไป
    2.1 พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในแง่กระบวนการคิด ภูมิความรู้ และทักษะ

    2.2 มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในแง่การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม รู้จักปรับปรุงเทคโนโลยี และต่อยอดเทคโนโลยีโดยการวิจัยและพัฒนา

    2.3 ต้องมีการพัฒนาด้านมาตรฐาน ทั้งในแง่ผลิตภัณฑ์ ระบบงาน และทักษะของแรงงาน

    2.4 ต้องมีการพัฒนาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในแง่กฎระเบียบต่าง ๆ ต้องทันสมัย ต้องมีระบบภาษีและการเงินที่เอื้ออำนวย

  3. กลยุทธ์หลักในการพัฒนาอุตสาหกรรม
    3.1ระยะสั้น
         - ต้องสร้างคนให้มีคุณภาพ มีวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะในระดับผู้บริหารและระดับกลาง

3.2 ระยะยาว
     - ต้องกำหนด Product Champion
     - ต้องมีกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขาที่ชัดเจน
     - การกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องมีทิศทางเดียวกับแผนพัฒนาของชาติ

นายธเนตร นรภูมิพิภัชน์ ผู้อำนวยการสถาบัน SMEs

  1. SMEs อาจแยกออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
         - SMEs ที่เป็นกิจการขนาดเล็กโดยธรรมชาติ
         - SMEs ที่แตกตัวหรือเป็นกิจการในเครือของกิจการใหญ่

  2. การเปลี่ยนแปลงธุรกิจในช่วง 100 ปีก่อน มีน้อยมาก แต่ถ้าจะมองในระยะ 30 ปีที่ผ่านมาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก แต่การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและมากแท้จริงจะเป็นช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งเป็นแนวทางที่จะกำหนดการพัฒนาในอนาคตด้วย

  3. สาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในระยะ 5 ปีหลัง ล้วนแต่มาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ผลที่ตามก็คือ
         - โลกต้องเปิดเสรีทางการค้าโดยอัตโนมัติ ในระยะต่อไปโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไร้รูปแบบ ยากแก่การคาดเดา
         - ความเร็วของการผลิต การส่งมอบสินค้าและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดจะเป็นตัวสำคัญในการกำหนดขนาดของการประกอบการในอนาคต
         - ระบบบริหารจัดการ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ใช้ระบบบริหารโดยอาศัย Vision แทนการควบคุม ขนาดของตลาดจะย่อยลงและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น การบริหารจัดการด้านตลาดจะไม่ยุ่งยาก แต่ต้องอาศัยความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีการบริหารตลาดเชิงรุก เน้นการสร้างตลาดใหม่ ๆ หรือการฉีกตลาดใหม่จะมาแทนที่การทำงานเชิงรับหรือตามตลาดเท่านั้น
         - อุตสาหกรรมที่เป็น Mass Production จะเหมาะกับการสนองความต้องการสินค้าขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง SMEs จะได้เปรียบกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

  4. สถาบันพัฒนา SMEs จัดตั้งขึ้นโดยมุ่งแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เน้น 2 ปัญหาใหญ่ คือ
         - ปัญหาการขาดความรู้และการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และอินเตอร์เนต
         - ปัญหาการขาดความสามารถ โดยเฉพาะความสามารถในเชิงการตลาด การผลิต และการบริหารจัดการ

 


   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM