| การผลิต "ของเสีย" มีแต่สร้างความสูญเสียให้แก่กิจการ เราลองพิจารณาดูซิว่า เมื่อมีของเสียเกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาจะมีอะไรบ้าง เรื่องแรกเลยก็คือ เราจะต้องหาสาเหตุของการเกิดของเสีย โดยต้องสืบสวนและต้องขอความช่วยเหลือร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย ต้องปรึกษาหารือเพื่อหาทางป้องกันปัญหาการส่งของล่าช้าและต้องแก้ไขปรับปรุงวิธีการทำงานใหม่ เป็นการสิ้นเปลืองแรงงานอย่างเห็นได้ชัด การที่เราต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นการสิ้นเปลืองเวลา ของที่ผลิตออกมาเสีย ก็ใช้ไม่ได้ ต้องทิ้งไป เป็นการสิ้นเปลืองวัตถุดิบ ในการแก้ไขใหม่ ต้องใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ทำการผลิตใหม่ เป็นการสิ้นเปลืองเครื่องจักรอุปกรณ์ การใช้เครื่องจักร ต้องใช้ไฟฟ้า น้ำมัน น้ำประปา เป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน จากความสิ้นเปลืองต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ จึงเห็นได้ว่า ของที่ผลิตออกมาแล้วใช้ไม่ได้ (ของเสีย) นั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ซึ่งทำให้กำไรก็จะต้องลดลงไปด้วย รวมทั้งการส่งของให้ลูกค้าจะล่าช้ากว่ากำหนดเพราะต้องเสียเวลาทำใหม่ เป็นการทำลายความเชื่อถือที่ได้สร้างไว้กับลูกค้า แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครตั้งใจให้มี "ของเสีย" เกิดขึ้น แต่ทำไมจึงมี "ของเสีย" เกิดขึ้นเสมอในกระบวนการผลิต ในโรงงานหรือสถานประกอบการใด ๆ การทำของเสียให้เกิดขึ้น มักจะอยู่ที่ "ทัศนคติ" หรือ "ความเชื่อ" ของพนักงานเป็นสำคัญ เพราะเราส่วนใหญ่มีความเชื่อฝังจิตฝังใจที่ว่า "การที่จะไม่ให้มีของเสียเลยนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้"เครื่องจักรอุปกรณ์ก็ถูกใช้งานทุกวัน ดังนั้น "จะไม่ให้เครื่องเสียเลยนั้นเป็นไปไม่ได้" นอกจากนี้ การซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก การมีปัญหาเรื่องคุณภาพไม่ได้ตามที่ต้องการบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องที่จะไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานสะเพร่าพลั้งเผลอเลยนั้น เป็นไปไม่ได้ ความคิดความเชื่อข้างต้นนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับโดยปริยาย ทำให้ไม่คิดที่จะปรับปรุงการทำงานของตัวเองหรือไม่คิดที่จะยกระดับความสามารถของตัวเองต่อไป อีกทั้งทำให้ไม่สนใจที่จะจัดสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวให้ดีขึ้น ทั้งที่เรามีความสามารถทำให้ดีขึ้นได้ ความรู้สึกที่ยอมให้มีของเสียเกิดขึ้น ด้วยเหตุที่คิดว่า "เป็นธรรมดาที่ต้องมีของเสียบ้าง" เท่ากับเป็นการยอมรับในความผิดพลาด ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่เข้าใจวิธีการทำงานที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งเป็นการทำลายความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงการทำงาน ปรับปรุงหน่วยงาน และไม่กระตือรือร้นที่จะยกระดับความสามารถของตัวเอง เมื่อนานวันเข้า ทั้งหน่วยงานก็จะกลายเป็นกลุ่มที่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาจนกลายสภาพดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น Smart SMEs จะต้องกำหนด "วิธีทำงานที่ถูกต้อง" เพราะความพยายามที่จะผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพนั้น สิ่งแรกที่ต้องกระทำก็คือ "การทำงานอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มแรก" ปัจจุบันนี้ การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นความต้องการของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์ (คือ คุณภาพ ราคา การส่งของตรงตามกำหนดเวลา) จึงเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดผลิตภัณฑ์ก็มีมากมายหลายแบบตามความต้องการของลูกค้า เราจึงต้องติดตามเทคโนโลยีที่พัฒนาและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วให้ทันด้วย ผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่ง ๆ ก็ประกอบด้วยส่วนประกอบจำนวนมาก ดังนั้น การที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพนั้น ส่วนประกอบทั้งหมดก็ต้องมีคุณภาพดีด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องศึกษาดูว่า ในหน่วยงานแต่ละหน่วยนั้น วิธีทำงานที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้าง และต้องทำให้เกิดการปฏิบัติตามวิธีนั้นอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ต้องเลิกคิดว่า "ของเสียเป็นศูนย์" เป็นไปไม่ได้ ครับผม !
แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
|