ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ระบุไว้ว่า เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง
- บิดา มารดา
- สามี ภรรยา
- บุตรที่มีอายุต่ำวกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปีและยังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไป ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่
- บุตรที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีและทุพพลภาพ หรือจิตใจฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายและให้ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ได้รับส่วนแบ่งในเงินทดแทนเท่ากัน
กรณีผู้มีสิทธิใน(3) บุตรของลูกจ้างที่ยังกำลังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี และมีอายุยังไม่ครบ 18 ปี หรือครบ 18 ปีแล้ว แต่อยู่ระหว่างการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มักได้รับสิทธิตามมาตรา 18 (4) คือได้รับเงินค่าทดแทนร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน
สำหรับกรณีลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายมีกำหนดแปดปีตามที่กฎหมายกำหนด (96 งวด) แต่กรณีบุตรของลูกจ้างที่มีอายุใกล้ครบ 18 ปี และไม่ได้เข้าศึกษาต่อ สิทธิที่ได้รับมักเป็นช่วงสั้นๆ หรือไม่มีสิทธิรับเงินทดแทนดังกล่าวต่อไปได้อีก ทำให้ผู้มีสิทธิบางรายยื่นอุทธรณ์ขอรับเงินทดแทนต่อเนื่องจากยังรับสิทธิไม่ครบ 96 งวด
ยกตัวอย่างกรณีของนางสาวบัวชมพู นายวิศณุ ผู้เป็นบิดาเป็นลูกจ้างบริษัท รับเหมา ก่อสร้างและประสบอันตรายเสียชีวิตขณะทำงานผสมปูน ถูกรถเครนล้มทับ นางสาวบัวชมพู ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียวของลูกจ้าง อายุ 16 ปี เป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 รับเงินทดแทนกรณีตายได้รับค่าทดแทนเดือนละ 2,500 บาท มีกำหนด 8 ปี นางสาวบัวชมพู รับเงินทดแทนมาได้ 2 ปี (24 งวด) เป็นเงิน 60,000 บาท สำนักงานประกันสังคมจึงหยุดการจ่ายเงินทดแทนไว้ชั่วคราว เนื่องจากมีอายุ ครบ 18 ปี ขณะที่นางสาวบัวชมพู อยู่ระหว่างการลงทะเบียนเรียนการศึกษานอกโรงเรียนและรักษาสถานภาพการเป็นนักศึกษาอยู่ คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินทดแทน (กรณีทั่วไป) พิจารณาแล้วมีมติว่า ขณะที่รับเงินทดแทน นางสาวบัวชมพู ประวิงเวลาสมัครเรียนการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อขอใช้สิทธิขอรับเงินทดแทนกรณีตายต่อไปโดยที่ไม่มีความประสงค์จะศึกษาต่อกรณีนี้จึงไม่เข้าข่ายผู้มีสิทธิตาม มาตรา20 (3) แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน
นางสาวบัวชมพู จึงยื่นอุทธรณ์ขอเป็นผู้มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีตาย และขอให้อนุกรรการกองทุนเงินทดแทนทบทวนคำวินิจฉัยใหม่ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงมีมติให้สอบข้อเท็จจริงผู้เกี่ยวข้อเพิ่มเติมว่าปัจจุบันนางสาวบัวชมพู และนายวิชัย (เกี่ยวข้องเป็นแฟน) ทำงานที่ใด รวมถึงสอบถามเรื่องการศึกษานอกโรงเรียนว่ายังคงมีสภาพการเรียนต่ออยู่อีกหรือไม่ ถ้าไม่ขอทราบสาเหตุของการไม่เรียนต่อ ผลการดำเนินงานปรากฎว่า ขณะนั้นนางสาวบัวชมพู ไม่ได้ทำงานแล้วแต่กลับไปภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดสุโขทัย และไม่ได้เรียนการศึกษานอกโรงเรียน พักการเรียนไว้เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการเรียน ขณะที่ลงทะเบียนเรียนยังคงทำงานอยู่ร้านถ่ายเอกสาร ไม่มีการไปเรียนอย่างจริงจังและไม่มีการติต่อกลับไปยังศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนเลย
ผลสรุป การพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จึงมีมติให้ยื่นตามมติเดิมที่วินิจฉัยในครั้งแรก โดยพิจารณาเห็นว่า นางสาวบัวชมพูเป็นผู้มีสิทธิกรณีการเสียชีวิตของนายวิศนุ บิดาผู้เป็นลูกจ้างแต่ไม่มีสิทธิไดรับเงินทดแทนกรณีตายของลูกจ้างตามมาตรา 18(4) เนื่องจากขณะที่รับเงินทดแทน นางสาวบัวชมพู ได้สมัครเข้าศึกษาหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน สายสามัญ เมื่อเดือนตุลาคม 2542 และอยู่ระหว่างการรักษาสถานภาพการเป็นนักศึกษา จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ขณะที่นางสาวบัวชมพู จะมีอายุครบ 18 ปี ประกอบกับหนังสือจากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนระบุว่า นางสาวบัวชมพู สอบได้เพียง 3 หมวดวิชา หลังจากนั้นขาดสอบ และไม่ได้ลงทะเบียนเรียนบางภาค แสดงให้เห็นว่า นางสาวบัวชมพู มีพฤติกรรมที่จะประวิงเวลาเพื่อใช้สิทธิขอรับเงินทดแทนตามมาตรา 18(4) โดยที่ไม่มีความประสงค์จะศึกษาต่อ กรณีดังกล่าวจึงไม่เข้าข่ายตามมาตรา 20(3) แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 จึงมีมติว่า นางสาวบัวชมพู ไม่มีสิทธิรับเงินทดแทนตามมาตรา 18(4) เนื่องจากอายุครบ 18 ปี และมิได้กำลังศึกษาอยู่
จากกรณีตัวอย่างนี้หากนางสาวบัวชมพู ลงเรียนการศึกษานอกโรงเรียนและมีการศึกษาจริงก็สามารถที่จะรับเงินทดแทนต่อไปได้ตามเงื่อนไข เพราะถือว่าเป็นการศึกษาเช่นกัน แต่การลงเรียนการศึกษานอกโรงเรียนของนางสาวบัวชมพู ดังกล่าวมิได้ตั้งใจจะศึกษาจริงจัง คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงมีมติให้นางสาวบัวชมพู ไม่ได้รับสิทธิเงินทดแทนตามมาตรา 18(4) เนื่องจากอายุครบ 18 ปี ดังนั้น ผู้ใดที่เป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20(3) แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 จึงควรศึกษาต่อตามความจริง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเงินทดแทน
จากจดหมาย ข่าวประกันสังคม