สำหรับแนวทางปฏิบัติของลูกจ้างชายที่ต้องการใช้สิทธิ ลาเพื่อช่วยภรรยาคลอด (Paternity Leave) ตามกฎหมายแรงงานใหม่ หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป มีข้อควรทราบและขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ :
1. ตรวจสอบสิทธิและระยะเวลาการลา
- ระยะเวลาที่ลาได้: ลูกจ้างชายหรือคู่สมรสมีสิทธิลาเพื่อช่วยภรรยาคลอดได้ ไม่เกิน 15 วัน ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง
- ช่วงเวลาที่ใช้สิทธิได้: สามารถเลือกใช้สิทธิลาได้ตั้งแต่ ก่อนภรรยาคลอด หรือภายใน 90 วันนับแต่วันที่ภรรยาคลอดบุตร
2. การรับค่าจ้างระหว่างลา
- สิทธิการรับเงินเดือน: ในระหว่างการลา 15 วันนี้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้เต็มจำนวน (100%) เสมือนว่าลูกจ้างมาทำงานตามปกติ
3. ขั้นตอนการดำเนินการสำหรับลูกจ้าง
- การแจ้งลา: ลูกจ้างควรแจ้งความประสงค์ต่อผู้บังคับบัญชาหรือฝ่าย HR ล่วงหน้าตามระเบียบของบริษัท เพื่อให้องค์กรสามารถวางแผนกำลังคนทดแทนได้
- การเตรียมหลักฐาน: แม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุเอกสารแนบไว้อย่างเฉพาะเจาะจงในสรุปสาระสำคัญ แต่โดยทั่วไปลูกจ้างควรเตรียมเอกสารที่ยืนยันการสมรสหรือการอยู่กินฉันสามีภรรยา และหลักฐานการคลอดบุตร (เช่น สูติบัตรหรือใบนัดตรวจครรภ์) เพื่อความโปร่งใสในการใช้สิทธิ
4. สิ่งที่องค์กรและ HR ต้องเตรียมรับมือ
- ปรับปรุงข้อบังคับ: ฝ่าย HR มีหน้าที่ต้อง ปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและนโยบายการลา ของบริษัทให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่นี้
- อัปเดตระบบ: ต้องมีการอัปเดตระบบบันทึกเวลาทำงานและระบบบริหารวันลา เพื่อให้รองรับสิทธิการลาประเภทใหม่นี้ได้อย่างถูกต้อง
- วางแผนงบประมาณ: องค์กรต้องเตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสิทธิการลาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นสิทธิใหม่ที่นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน
สรุปสาระสำคัญ: การลาช่วยภรรยาคลอด 15 วันแบบได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกฎหมายแรงงานไทยในการส่งเสริมความเท่าเทียมในครอบครัวและสนับสนุนให้พ่อมีส่วนร่วมในการดูแลบุตรตั้งแต่วันแรก
|