มาตรา 121 และ 123 ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้ความคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมในกรณีต่างๆ ดังนี้
1. การคุ้มครองตามมาตรา 121
มาตรานี้มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างในการทำกิจกรรมด้านแรงงานสัมพันธ์และสิทธิในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน โดยห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใดๆ ที่ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้เนื่องจากเหตุต่อไปนี้:
- การใช้สิทธิตามกฎหมาย: กรณีลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงาน ได้ดำเนินการนัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือฟ้องร้องดำเนินคดี
- การเป็นพยานหรือให้หลักฐาน: กรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นพยานหรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน กรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือศาลแรงงาน
- การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน: ห้ามเลิกจ้างหรือกลั่นแกล้งเพียงเพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
2. การคุ้มครองตามมาตรา 123
มาตรานี้ให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ โดยห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ได้แก่:
- ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ หรืออนุกรรมการสหภาพแรงงาน
- กรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน
ข้อยกเว้นที่การคุ้มครองอาจไปไม่ถึง (ไม่ถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม)
แม้กฎหมายจะให้ความคุ้มครอง แต่หากนายจ้างมีเหตุผลความจำเป็นอื่นที่ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง นายจ้างยังคงมีอำนาจเลิกจ้างได้ในกรณีดังต่อไปนี้:
- เหตุผลตามมาตรา 123 (1) ถึง (5): เช่น ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
- เหตุผลความจำเป็นที่สำคัญหรือเหตุอันสมควรประการอื่น: เช่น การควบรวมบริษัทและการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ โดยนายจ้างต้องไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง และมีการจ่ายสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายครบถ้วน,,
- สาเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในกฎหมาย: หากการเลิกจ้างนั้นไม่ได้มาจากเหตุเรื่องการเป็นสมาชิกสหภาพหรือการใช้สิทธิเรียกร้อง ย่อมไม่ถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121