| คอลัมน์ สอนลูกอย่างไรให้ทำงานเป็น
โดย สุจินต์ จันทร์นวล
"วิธีคิดของพ่อ ความจริงมันก็ง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร มันเป็นลอจิกธรรมดานี่เอง เหรียญมันมีสองด้าน หัวกับก้อย คนเราก็มีสองด้านเหมือนกัน มีทั้งด้านดี ด้านเสีย มีความดี ก็มีความชั่ว มีรัก ก็มีเกลียด
ดังนั้นเวลาพ่อคิดถึงข้อเสียของใคร พ่อก็มามองอีกด้านด้วย มองถึงด้านดีของเขา มองอย่างเดียว มันก็ไม่ได้ให้อะไรกับตัวเองเท่าไหร่ พ่อจึงมองแบบเปรียบเทียบ เอาตัวเองนั่นแหละเปรียบเทียบ แบบว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะมีด้านดีมากกว่าเขาหรือไม่แค่ไหน และด้านไม่ดี เราน่าจะมีน้อยกว่าเขาหรือเปล่า
แบบว่า หากเราจะสรุปว่าเขาเป็นนายเป็นหัวหน้าที่แย่ ถ้าสมมติว่าเราอยู่ในตำแหน่งเขา เราจะทำได้สักแค่ไหน จะทำได้ดีกว่าเขาหรือไม่เพียงใด
หรือแปลว่า เราก็ต้องรู้สิว่า งานในหน้าที่ของเขามีอะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง ต้องคิดอะไรบ้าง ต้องรู้อะไรบ้าง เราถึงจะเอามาวัดว่า เราจะสามารถทำงานในหน้าที่ของเขา ได้มากน้อยเพียงใด
เท่ากับว่า พ่อต้องหาข้อมูลให้ได้แน่ชัดว่า คนที่เป็นนายพ่อนั้น ในหน้าที่เขาต้องทำอะไรบ้าง และทำอย่างไร
พอรู้ พ่อก็มาถามตัวเองว่า เราทำอย่างนั้น งานนั้นได้ไหม สมมติว่าถ้ารู้ว่างานคืออะไร ก็ถามตัวเองต่อว่า เราคิดว่าเราจะสามารถทำได้ดีกว่าเขาหรือเปล่า
แค่คิดแบบนี้ พ่อก็เย็นลงเยอะทีเดียว
เรื่องของเรื่องมันก็ต้องใช้เวลา ต้องใจเย็น ๆ ค่อย ๆ สังเกต ค่อย ๆ เก็บข้อมูล
ในที่ประชุมจะได้ข้อมูลมากหน่อย หากรู้จักเก็บ คำพูดของระดับสูงกว่านาย คำถามที่นายได้รับ คำตอบที่นายตอบ การแสดงความคิดเห็น การพรีเซนต์เรื่องราว เหล่านี้เอามาวิเคราะห์ได้ทั้งนั้น ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังมันเป็นมาอย่างไร
บางทีก็ต้องมีมุข มีลูกเล่น หลอกถามนายแบบเนียน ๆ เพื่อเอามรวบรวม หาคำตอบให้ได้ หรือแม้บางครั้ง อาจต้องใช้ วิชามาร แกล้งถ่วงเวลา ทำให้งานช้าลงเกือบไม่เสร็จทันกำหนด ทำให้นายออกอาการออกมา ก็จะรู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นอะไร
ยิ่งรู้มากขึ้นเกี่ยวกับงานของนายหรือหัวหน้าเท่าไหร่ พ่อก็ประเมินตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น งานนี้ถ้าพ่อเป็นเขา พ่อจะทำอย่างไร ทำแบบเขา หรือมีวิธีอื่นที่ดีกว่า หรือที่เขาทำอยู่ก็โอเคแล้ว
จนเมื่อไหร่ พ่อแน่ใจว่าพ่อรู้งานของเขาทั้งหมด และประเมินตัวเองแล้วว่า ถ้าพ่อต้องทำหน้าที่เขา พ่อจะสามารถทำได้ดีกว่าแน่ ตอนนั้นแหละ พ่อรู้ว่าพ่อพร้อม ที่จะสู้ และต่อกรกับเขาแล้ว หากจะต้องปะทะกัน
แต่หากพ่อประเมินแล้วว่า ยังหรอกพ่อยังห่างชั้นกว่าเขามาก ยังไม่ได้ครึ่งของเค้าเลย พ่อก็จะได้คิดว่า ความรู้ความสามารถเรายังไม่ถึงขั้น เรามันยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ การจะไปมองไปรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น เราทำไม่ถูกหรอก
คนเราจะไปด่าใครไปตำหนิใคร ตัวเรามันต้องดีกว่าเขา จะไปว่าใครไม่เข้าท่า เราต้องทำได้เข้าท่ากว่าเขา หากยังทำไม่ได้ ก็อย่าไปตำหนิเขา ด่าคนอื่นมันง่ายจะตายไป ไอ้โน่นแย่ไอ้นี่ไม่เข้าท่า แต่ไม่บอกสักนิดว่า ถ้าไม่ให้แย่ ถ้าจะให้เข้าท่า จะต้องทำอย่างไร เหมือนนักหนังสือพิมพ์ วิจารณ์รัฐบาลได้เป็นวรรคเป็นเวร แต่ให้นักหนังสือพิมพ์ มาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล ทำไม่ได้หรอก คนวิจารณ์หนัง สร้างหนังไม่เป็นหรอก พอ ๆ กับลูกน้องที่วิจารณ์นาย ลองให้ไปเป็นนายก็เป็นไม่ได้อีก
ดังนั้น หากพ่อจะว่าใคร พ่อต้องรู้ก่อนว่า พ่อสามารถจะทำได้ดีกว่า ทำอย่างไร วิธีไหน พ่อต้องแน่ใจเสียก่อนที่จะไปว่า ไปตำหนิเขา
นี่คือวิธีประเมินตัวเองของพ่อ เวลาทำงาน พ่อมองคนที่สูงกว่าเสมอ เพราะพ่อยากขึ้นสูง คอยเอากึ๋นเอาสมองเรา วัดรอยเขา ว่าเราได้ซักกี่เปอร์เซ็นต์ของเขา เราก็จะรู้จักตัวเราเอง ว่าเราพร้อมไม่พร้อม สำหรับก้าวต่อไป
สำหรับลูก เคยประเมินตัวเอง แบบที่พ่อพูดนี่หรือยัง ?"
"ไม่เคยคิดจนถึงเดี๋ยวนี้แหละพ่อ"
"งั้นก็เริ่มคิดได้เลยลูก ลูกรู้สึกว่ายอมรับเขาไม่ได้ ถ้าลูกเป็นเขา ทำหน้าที่เขา ลูกจะสามารถทำได้ดีกว่าเขาหรือเปล่า อย่าคิดเข้าข้างตัวเองง่าย ๆ ถ้าหากเรายังไม่รู้ว่า งานของเขาในรายละเอียด มีอะไรบ้าง
พ่อจะบอกอะไรให้นะ วิธีคิดแบบนี้ มันจะทำให้ลูกไม่ด่วนสรุปใครเร็วเกินไป มันจะทำให้จิตใจลูกมีความยุติธรรม คือเมื่อไหร่ที่มองใครในแง่ร้าย ก็ต้องรีบเตือนตัวเอง ให้มองด้านดีของคน ๆ นั้นไปพร้อมกันด้วย การมองคนแบบนี้ มันจะทำให้เราสามารถชะลออารมณ์และความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นโกรธ เกลียด หรือรัก ชอบ ให้ช้าลง เท่ากับไม่ด่วนตัดสินใจอะไร ตามความรู้สึก แต่จะใช้เหตุผลและข้อเท็จจริง
พ่อกำลังบอกว่า นี่ก็คือวิธีเบี่ยงเบนความรู้สึกเบื่อ และเซ็งงาน ของลูกตอนนี้ด้วย
วิธีนี้จะตอบโจทย์เรื่องเส้นทางของลูก ว่าลูกจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี จึงจะก้าวพ้นตำแหน่งพนักงานธรรมดา ๆ ได้
วิธีนี้จะทำให้ลูกเข้าใจว่า ควรคิดถึงอะไรก่อน หน้าหลัง พอจะเข้าใจไหมลูก ?"
"แล้วที่พ่อบอกว่า อายุสามสิบ ควรจะมีไตเติลแล้ว ไม่ใช่แค่พนักงานธรรมดา เพราะหากต้องไปสมัครงานที่อื่น อายุสามสิบยังไปไม่ถึงไหน ยังเป็นแค่พนักงาน ก็จะหางานยาก หาได้ก็ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ผมคิดว่าหากผมยังต้องถูกบล็อก อยู่อย่างนี้ ผมคงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่"
"อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปไง สอนไว้หยก ๆ ลูกยังไม่ได้ประเมินตัวเองอย่างถูกหลักเลย รู้ได้ไงว่าน่าจะได้ผุดได้เกิดแล้ว ผลงานของเรา ผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้บ่งชี้ว่า ดีหรือไม่ดี เข้าขั้นไหนอย่างไร นั่นคืออย่างเป็นทางการ ส่วนความรู้สึกของเรากับผลงานของเรา มันก็คือความรู้สึกส่วนตัวของเราเอง เวลาเราทำข้อสอบได้ ไม่ได้แปลว่าเราจะได้คะแนนเต็ม คนจะให้เรากี่คะแนน คืออาจารย์คนที่ตรวจข้อสอบเรา
ที่พ่อเปรียบเทียบเรื่องข้อสอบ ก็เพื่อให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ในที่ทำงานของเรา จะมีมุมมองและสายตาที่ต่างไปจากการที่เรามองตัวเอง เขาจะมองได้กว้างกว่าและลึกกว่า เป็นต้นว่า เรามองแต่เนื้องานที่เราทำสำเร็จ แต่เขาอาจมองมากกว่านั้น อย่างเช่น เราใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ มีคนที่ต้องเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน คุ้มหรือไม่คุ้มการลงทุน การตอบรับของคนอื่นกับงานนี้มากน้อยแค่ไหน ยังมีข้อบกพร่องและควรแก้ไขตรงไหนบ้าง
อาจมองไปถึงวิธีดำเนินงานของเราว่า ชาญฉลาดหรือก็อยู่ในกรอบแบบธรรมดา ๆ มีชั้นเชิงและกลยุทธ์น่าสนใจหรือไม่อย่างไร ทั้งก่อนการดำเนินงาน ในระหว่างการดำเนินงาน และหลังจากงานสำเร็จ รู้จักที่จะทำพี.อาร์. หรือประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเองไหม
บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่า ผลงานที่เราทำไปนั้นยิ่งใหญ่ แต่ในความจริงแล้วมันก็แค่งานธรรมดา ๆ งานหนึ่ง ไอ้ที่เรารู้สึกอย่างนั้น เพราะมันเป็นงานที่ใหญ่และยากสำหรับเรา เนื่องจากมันเป็นงานแรก ๆ ของเรา ผู้ใหญ่อาจไม่ได้มองและคิดอย่างนั้น
นี่พ่อพูดให้ฟังในมุมมองของผู้ใหญ่นะ ว่าพวกเขามองลูกน้องอย่างไร อย่างลูกนี่ พ่อจะมองว่าเด็กคนนี้มีหัว มีความสามารถโดดเด่น หนทางข้างหน้าสดใสแน่ แต่ตอนนี้ต้องให้สะสมประสบการณ์ ทำชั่วโมงบินเสียก่อน ปีกยังไม่แข็งพอ ภูมิต้านทานความกดดันยังไม่มีเท่าไหร่ ความเป็นผู้นำยังไม่โดดเด่นพอ คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย"
"เข้าใจแล้วพ่อ ก็จริงของพ่อนะ ผมมองส่วนของผมด้านเดียวจริง ๆ"
"อดทนหน่อยลูก อย่าแพ้อารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง อย่าด่วนสรุปอะไรเร็วเกินไป พ่อเชื่อว่าลูกจะไปได้ดีกว่าพ่อแน่"
หน้า 29
วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4207 ประชาชาติธุรกิจ
|