| คำถาม
คุณดิลกคะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าเรื่องของดิฉันจะเป็นเรื่องที่ควรปรึกษากับคุณดิลกหรือเปล่า เพราะค่อนข้างจะเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัว และดูแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหาการบริหารคนเท่าไหร่ แต่ก็อยากจะให้ใครสักคนให้คำปรึกษาหรือแนะนำ คือดิฉันทำงานเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดของบริษัท หลังจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งก็เข้าทำงานที่นี่เป็นที่แรก ทำงานมาได้สี่ห้าปีแล้ว ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร หัวหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดเองก็เขากันกันได้ดี แต่มาเมื่อต้นปีนี้ ฝ่ายเราได้รับพนักงานใหม่เข้ามาเป็นผู้ชายจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของไทย และไปจบโทที่ออสเตรเลีย บุคลิกดี คล่องมาก แต่จากที่ได้คนใหม่เข้ามา ดูเหมือนผู้จัดการของดิฉันจะใส่ใจแต่คนใหม่ ไม่พูดคุยกับดิฉันมากเหมือนเคย มีงานอะไรที่สำคัญ ก็มักจะมอบหมายให้คนใหม่รับไปทำ ทั้งที่เขามาอยู่ได้ถึงวันนี้แค่ 5-6 เดือน เทียบกับดิฉันที่อยู่มาเกือบ 5 ปี ทำให้ดิฉันรู้สึกท้อแท้ อยากจะหางานใหม่ คุณดิลกคิดว่าฉันควรคุยกับหัวหน้าดีหรือเปล่า หรือหางานใหม่แล้วออกไปเลย - ผกามาศ
คำตอบ
คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับปัญหาเรื่องคน ดังนั้นอะไรที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับคนในองค์กร จะเป็นด้วยระบบ กระบวนการ หรือความสัมพันธ์ ก็ถามมาได้ครับ ผมก็พยายามตอบโดยพยายามอิงกับประสบการณ์ สภาพความเป็นจริง หรือหลักการต่างๆที่นำไปปรับใช้ได้
ปัญหาของคุณผกามาศเองก็เป็นปัญหาที่ผมคงต้องตอบแบบคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวให้ข้อแนะนำกับคนที่เพิ่งเข้าสู่การเจอแดดเจอฝน ผมคิดว่า เวลาที่เราเจอปัญหาในทำนองนี้ สิ่งที่จะต้องทำอย่างแรกก็คือ ต้องตั้งหลักแล้วดึงตัวเองออกจากปัญหา เอาปัญหามาวางไว้เหมือนหนึ่งว่าปัญหานี้เป็นของคนอื่นที่เราต้องเข้าไปช่วยแก้ไข เมื่อทำได้อย่างนี้แล้ว ผมอยากให้มองปรากฎการณ์ที่เกี่ยวข้องด้วยความเข้าใจโดยไม่เอาอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากให้ทำตามลำดับไปอย่างนี้ โดยเริ่มจาก การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับคนที่เกี่ยวข้อง การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วการปรับความคิดและการทำงานให้สอดคล้องอย่างเข้าใจ
ขั้นแรก การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับคนที่เกี่ยวข้อง ที่คุณผกามาศจะต้องทำความเข้าใจให้มากคือ ผู้จัดการหัวหน้าของคุณ โดยถามตัวเองก่อนว่า เรารู้จริงๆหรือเปล่าว่า ทิศทางที่ฝ่ายการตลาดที่หัวหน้าเราจะมุ่งไปนั้นจะไปทางไหน มีแผนการตลาดหลักๆเป็นอย่างไร แผนการตลาดนั้นต้องมีกิจกรรมที่สำคัญอะไรบ้าง และกิจกรรมสำคัญเหล่านั้นต้องการคนแบบไหน รวมทั้งอาจจะต้องเข้าใจภาวะกดดันหัวหน้าเราด้วยว่า หัวหน้าเราเขาต้องเผชิญกับความกดดันที่ต้องทำให้แผนงานเหล่านั้นสำเร็จมากน้อยแค่ไหน หลังจากที่ได้ภาพเหล่านั้นชัดเจนแล้ว ก็นำภาพตรงนั้นมาเทียบกับตัวเราว่า กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นและต้องการคนทีมีลักษณะบางอย่างนั้น ตัวเราเองทำได้หรือไม่เมื่อประเมินจากศักยภาพที่ตัวเรามีอยู่ เช่น เขาต้องการคนที่ภาษาอังกฤษเป็นไฟ สามารถนำเสนองานได้อย่างลื่นไหลและสร้างความน่าสนใจได้ หรือต้องการคนที่มีเครือข่ายกว้างขวางในแวดวงที่สินค้าเราจะเจาะเข้าไปได้ เป็นต้น เราต้องตอบตัวเองให้ได้จริงๆเสียก่อน
ขั้นที่สอง การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อประเมินตัวเองได้แล้วว่าความสามารถที่เรามีอยู่ อาจจะไม่สอดรับกับสิ่งที่หัวหน้าเราต้องการ เราก็ต้องยอมรับว่า หัวหน้าจะต้องหาคนอื่นที่เขาทำได้มาเสริมทีม ซึ่งแน่นอนว่า หากคนใหม่มาแล้วทำได้อย่างที่คาดหวัง การที่เขาจะมอบหมายงานที่ท้าทายขึ้น ยากขึ้น ก็เป็นธรรมชาติของหัวหน้าที่เมื่อไว้วางใจใครได้ หรือทำได้อย่างใจ หัวหน้าก็ต้องใช้คนนั้นมากขึ้นเป็นธรรมดา อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน หากคุณผกามาศประเมินแล้วอย่างไรเสียก็มองว่าเราก็ทำได้ดีกว่า หรือเราก็ไม่ได้ด้อยกว่าคนใหม่ อย่างนี้ก็ต้องมาดูในขั้นต่อไปว่าจะทำอย่างไร
ขั้นที่สาม การปรับความคิดและการทำงานให้สอดคล้องอย่างเข้าใจ ผมหมายถึงหากเราประเมินอย่างเข้าใจแล้วว่า เราไม่พร้อมสำหรับความคาดหวัง เราก็ต้องปรับความคิดว่า แต่ละคนอาจจะเหมาะกับบางกิจกรรมในแต่ละช่วงเวลา เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่มีแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ใช้มานานปี อยู่มาวันหนึ่งเมื่อมีแฟลชไดรฟ์ที่ทั้งจุข้อมูล ทั้งสะดวกในการใช้งาน แผ่นดิสก์ก็ต้องเลิกใช้ไป แต่ผมเชื่อว่า กรณีของคุณผกามาศจะยังมีอีกหลายงานในนั้นที่ยังต้องการคุณอยู่ ผมอยากให้เข้าไปคุยกับหัวหน้าตรงๆว่า ตอนนี้มีอะไรที่คุณควรปรับปรุงหรือมีโปรเจ็กอะไรที่คุณสามารถเข้าไปเป็นทีมทำงานเพราะคุณเชื่อว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายได้ แต่ต้องระวังนะครับ อย่าพูดเรื่องที่คุณน้อยใจหัวหน้าที่ไปให้ความสำคัญพนักงานใหม่เป็นพิเศษ เพราะจะทำให้หัวหน้าคุณมองว่าคุณเป็นคนขี้อิจฉา ไม่เป็นผู้ใหญ่ และจะยิ่งทำให้เขาไม่กล้ามอบหมายงานอะไรให้คุณเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม กลับไปที่ขั้นที่สอง หากคุณประเมินตัวเองว่าเราทำได้ดีกว่าคนใหม่ในงานที่เป็นเรื่องยากหรือเป็นเรื่องใหม่ ผมก็ขอแนะนำว่า หางานใหม่เถอะครับ เพราะแปลว่าหัวหน้าประเมินความสามารถคุณต่ำไป แต่ก็ต้องบอกตัวเองเอาไว้นะครับว่า อย่าเสียใจกับผลที่ตามมาหากตัดสินใจที่จะออกไปจากที่อยู่ปัจจุบัน
ข้อแนะนำผมอาจจะไม่หวานหูหรือปลอบประโลมใจ แต่ผมอยากแนะนำให้คุณผกามาศได้คิดอย่างใช้ความรู้สึกมาเจือปนให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้การตัดสินใจที่มีสติมากที่สุด
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
|