บทสัมภาษณ์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารผลงาน (PMS) | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ SIAMHRM.COM- HR Thailand , บทความHR, บทสัมภาษณ์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารผลงาน (PMS)
บทสัมภาษณ์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารผลงาน (PMS)
ในมุมมองของท่าน ท่านคิดว่า PMS หมายถึงอะไร
PMS เป็นระบบที่วัดความสำเร็จของพนักงาน หน่วยงาน และองค์การ ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนหลักที่สำคัญได้แก่
การวางแผนงาน:
เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการพูดคุยกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
ก
ารการตรวจสอบ :
เป็นการตรวจสอผลการปฏิบัติงานระหว่างทางเพื่อค้นหาเหตุผลว่าทำไมพนักงานทำงานไม่ได้เป้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และในกรณีที่พนักงานทำงานเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด ผู้บังคับบัญชาจะต้องตรวจสอบว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่ำเกินไปหรือไม่
การประเมินผลการปฏิบัติงาน :
เป็นการประเมินผลงานในภาพรวมเพื่อนำไปใช้กับระบบการบริหารบุคลากรในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหารผลตอบแทน หรือระบบการพัฒนาพนักงานในองค์การ
การเชื่อมโยงระหว่าง KPIs และ Competency ในการวัดผลงานของพนักงานเป็นอย่างไร
KPIs (Key Performance Indicators) หรือตัวชี้วัดผลงานหลัก และ Competency หรือความสามารถ
มีส่วนเกี่ยวพันกันไม่อาจจะใช้ระบบใดระบบหนึ่งแยกจากกันได้ เนื่องจากCompetency เปรียบเสมือนพฤติกรรมการปฏิบัติงาน สำหรับ KPI เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดขึ้น ดังนั้น Competency จึงเป็นเส้นทางนำไปสู่เป้าหมายการปฏิบัติงานให้สำเร็จตามที่องค์การคาดหวังไว้
อย่างไรก็ตามเมื่อ KPIs และ Competency มีความสัมพันธ์กัน แต่การกำหนดน้ำหนักของปัจจัยทั้งสองด้านมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่ช่วงเวลา (Stage) ในการดำเนินธุรกิจขององค์การที่แบ่งเป็น 4 ช่วง ดังนี้
Stage A
ช่วงธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น การทำงานจะเน้นไปที่ Competency ในสัดส่วนที่มากกว่า KPIs
Stage B
ช่วงที่ธุรกิจกำลังเจริญเติบโต การกำหนดน้ำหนักจะเน้นไปที่ KPIs สูงกว่า Competency
Stage C
ชวงที่ธุรกิจอยู่แบบนิ่งๆ ให้ KPIs และ Competency มีสัดส่วนที่เท่ากัน
Stage D
ช่วงธุรกิจที่อยู่ในระหว่างขาลง ให้เน้น Competency ในสัดส่วนที่มากกว่า KPIs
เมื่อนำ KPIs มาใช้ประเมินผลงาน ท่านคิดว่าระบบโควต้ายังจำเป็นหรือไม่
ในทัศนะของผม ผมคิดว่าระบบโควต้าอาจจะยังจำเป็นอยู่ในบางองค์การ แต่สัดส่วนของโควต้าไม่จำเป็นจะต้องเข้มงวด เช่น กรณีที่การประเมินผลงานยังคงใช้ระบบโควต้าเดิมที่ใช้อยู่ สัดส่วนดีเลิศจะอยู่ที่ 15% ดีอยู่ที่ 70% และต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ที่ 15% ถ้านำระบบ KPIs มาใช้อาจจะหย่อนสัดส่วนลงไปโดยไม่ต้องเข้มงวดมากนัก แต่ให้ขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงานของพนักงานเป็นหลัก
PMS ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร
PMS เป็นเรื่องที่ต่างจากระบบประเมินผลงานอื่นๆ เนื่องจากมีการเรียนรู้ถึงผลดีและผลเสียในการออกแบบระบบ PMS ที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ซึ่งระบบ PMS เป็นระบบที่เน้นในแง่ของการพูดคุยกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับพนักงาน และการให้คำปรึกษาในระหว่างทางเพื่อช่วยให้พนักงานทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้น ซึ่งต่างจากระบบอื่นๆ ที่ไม่เน้นเรื่องของการสอนงานและการสื่อสารระหว่างทาง
นอกจากนี้ระบบ PMS ยังมีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงกับการบริหารผลตอบแทนเพื่อให้การจ่ายพนักงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผล รวมถึงช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นและการไม่ยอมรับผลปฏิบัติงานจากพนักงาน อย่างไรก็ตามพบว่าประสิทธิภาพของ PMS ยังนำมาเชื่อมโยงกับระบบ Competency เพื่อจัดทำระบบการบริหารคนเก่ง (Talent Management) และการทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน (Succession Planning) เพื่อรักษาคนดีมีฝีมือให้อยู่กับองค์การต่อไป
ความยากที่สุดของกระบวนการ PMS คือเรื่องใด
ในการกำหนดเป้าหมายกรณีที่เป็นงาน Production หรืองานขายและการตลาดจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ปัญหาจะอยู่ในกลุ่มของงานสนับสนุนที่ต้องกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และเป็นเรื่องที่หนักใจของกลุ่มพนักงานที่ทำงานในส่วนงานสนับสนุน เช่น งานบุคคล งานบัญชีและการเงิน งานเลขานุการ งานกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้นผู้บริหารควรจะกำหนดนโยบายในเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางการตั้งเป้าหมายสำหรับคนกลุ่มนี้
ความยากของการนำ PMS มาใช้ในองค์การอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการรวบรวมเป้าหมายจากทุกหน่วยงาน ซึ่งมีทั้งกลุ่มงานหลักและกลุ่มงานสนับสนุน เป็นการนำเป้าหมายที่รวบรวมได้มาใช้เป็นผลประกอบการโดยภาพรวมของหน่วยงานและขององค์การ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและต้องใช้เทคนิคความเข้าใจเป็นอย่างมากในการรวบรวมเป้าหมายจากทุกกลุ่มงาน รวมถึงปัญหาการสื่อสารให้พนักงานทุกคนทุกระดับเข้าใจถึงความสำคัญและขั้นตอนการจัดทำของ PMS
ปัญหาและอุปสรรคของ PMS คืออะไร
ความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ผู้บริหารจนกระทั่งถึงผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจ PMS ให้ตรงกันโดยมองเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ว่าผู้บริหารพูดว่าต้องการเพิ่มผลผลิตทุเรียน 10% ต่อปี แต่พนักงานกลับไปผลิตแตงโม 10% แทน เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่หลาย ๆ องค์การได้ประสบปัญหานี้ขึ้นแล้ว ดังนั้นผมขอเสนอให้มีการจัดระบบการกระจายนโยบาย (Policy Deployment) โดยการสร้างความเข้าใจในเรื่องของเป้าหมายกับพนักงานในทุก ๆ ระดับ และให้พนักงานทุกคนในองค์การมีแผนปฏิบัติการ (Action Plan) และเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งแผนปฏิบัติการที่กำหนดขึ้นนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายในทุกระดับ
การนำแนวคิด PMS มาใช้ในบริษัท SME ท่านมีความเห็นเป็นอย่างไร
ในทัศนะของผม ผมมองว่าขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์การ ปัจจุบัน SME จะต้องดิ้นรนหรือทำ
ธุรกิจให้อยู่รอด การนำ PMS มาใช้อาจจะต้องรอเวลาอีกช่วงหนึ่งจนกว่าระบบงานต่างๆ เกิดความพร้อมก่อน เช่น โครงสร้างองค์การ การทำใบพรรณาหน้าที่งาน (Job Description: JD) และ KPIs เป็นต้น รวมถึงการทำความเข้าใจกับพนักงานถึงแนวคิดและประโยชน์ของการนำ PMS มาใช้ในองค์การ เพื่อสร้างการรับรู้ของพนักงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก่อน
อย่างไรก็ตามการนำ PMS มาใช้ในธุรกิจ SME ผมเชื่อว่ามุมมองของเถ้าแก่หรือผู้ประกอบการต้องการนำระบบ PMS มาใช้ แต่ถ้าระบบงานอื่นๆ ไม่พร้อม จะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกต่อต้านมากขึ้น และในแง่มุมของการรับรู้ของพนักงาน คิดว่าพนักงานจะต้องยอมรับจากนโยบายการนำ PMS มาใช้ในองค์การ นอกจากนี้การนำ PMS มาใช้ในองค์การจำเป็นจะต้องผูกโยงกับระบบการจูงใจพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเดือนและโบนัสที่ชัดเจน เพราะหากระบบการจูงใจไม่ดีอาจส่งผลให้พนักงานเกิดเฉื่อยและความวิตกกังวลในอนาคต ในทัศนะของผมการนำระบบ PMS มาใช้ในธุรกิจ SME มีความเสี่ยงอย่างมากจึงต้องดูความพร้อมขององค์การก่อน
จะรู้ได้อย่างไรว่ากระบวนการ PMS ประสบผลสำเร็จหรือไม่
การนำ PMS มาใช้ในองค์การจะประสบผลสำเร็จนั้น สามารถพิจารณาได้จากเงื่อนไขใน 2 เรื่อง
ดังนี้
ความสำเร็จของการนำระบบ PMS มาใช้คือ
การประเมินระบบ (Assess) ระบบ PMS
ทั้งหมดโดยบุคคลภายนอก และการวัดจากความพึงพอใจของพนักงานเพื่อให้ทราบถึงปัญหาของระบบ PMS และตรวจสอบความพอใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรบ้าง
การวัดผลสำเร็จสามารถวัดจาก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
จากการนำ PMS มาใช้ ซึ่งผมคิดว่า PMS ส่งผลทางอ้อมต่อปัญหาเรื่องของการลาออกของพนักงาน และความผูกพันของพนักงานที่มีองค์การ สำหรับผลทางตรงของ PMS คือเป้าหมายที่กำหนดขึ้นของพนักงานทำงานได้ตามเป้าหมายของหน่วยงานและองค์การ
ในฐานะนัก HR จะต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยให้ PMS ประสบผลสำเร็จ
ในฐานะนัก HR จะต้องสามารถช่วยผลักดันให้แนวคิด PMS ประสบผลสำเร็จในองค์การ ซึ่ง HR ต้องมีภารกิจที่สำคัญ ดังนี้
ต้องศึกษาองค์ความรู้เรื่อง PMS โดยละเอียดถึงความเชื่อมโยงในเป้าหมายขององค์การ เป้าหมายของหน่วยงานและเป้าหมายของพนักงาน
ต้องช่วยสื่อสารระบบนี้ โดยถือว่างานการสื่อสาร PMS เป็นงานหลักของ HR ที่จะต้องเปลี่ยนการรับรู้ (Mindset) ของพนักงานทุกคนทุกระดับตำแหน่งงานในองค์การ
การนำระบบไปเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ มีหลักการที่ชัดเจน เช่น การบริหารผลตอบแทนกับการนำ PMS ไปใช้งานต้องสร้างกติการโดยให้ Line Manager เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ PMS ขององค์การ เพื่อให้พนักงานทุกคนเกิดความยอมรับในระบบนี้
ท่านคิดว่าองค์กรในบ้านเรา กระบวนการ PMS ถูกนำไปใช้อย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน โดยเปรียบเทียบระหว่างภาครัฐ รัฐวิสหกิจ และภาคเอกชน
จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่าภาครัฐและรัฐวิสาหกิจกระบวนการของ PMS ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่เกิดขึ้นได้ในช่วงต้นปี โดยต้องมีการศึกษาผลกระทบรอบด้าน เพราะเนื่องจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นองค์การที่เก่าแก่ รวมถึงวัฒนธรรมองค์การที่ไม่ได้เน้นการประเมินผลมากนัก ดังนั้นอาจจะนำมาใช้กับงานต้องมีแผนระยะยาวมารองรับ
สำหรับภาคเอกชน ระบบ PMS มีความพร้อมมากกว่าภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งควรจะใช้ช่วงเวลานี้ดำเนินการให้เป็นไปตามระบบ แต่อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมในการทำงานของคนไทยว่าควรจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปให้เกิดการยอมรับ โดยสรุปคือ PMS เป็นเรื่องที่ดี ในเรื่องของหลักการ แต่การนำไปใช้ขอให้คำนึงถึงความพร้อมขององค์การและวัฒนธรรมการทำงานซึ่งจะช่วยให้ระบบนี้ประสบผลสำเร็จได้
ที่มา :
hrcenter.co.th
SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM