นิยามงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อาจมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นนิยามโดย (Richard A. swanson) ปรมาจารย์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่ง (University) ท่านกล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ กระบวนการในการพัฒนาและปลดปล่อย ความสามารถของมนุษย์ (Unleashing human experyise) โดยใช้การพัฒนาองค์กรและฝึกอบรมพัฒนา ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายคือ ผลการปฏิบัติงาน (performance) (Swanson,2001) ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หากใช้นิยามนี้ในการดำเนินงาน ขอบข่ายงานที่รีบผิดชอบจึงต้องครอบคลุมปัจจัยอื่นๆอีกมากมายนอกจากการจัดอบรม สัมมนา งานเลี้ยงสังสรรค์
เมื่อกล่าวถึงผลการปฏิบัติงาน สามารถมองได้อย่างน้อย 2 ระดับ คือ ผลการปฏิบัติงานระดับ บุคคล ( Individual Performance) และผลการปฏิบัติงานระดับองค์กร (Organization Performance) ผลการปฏิบัติงานที่หมายถึงในนิยามข้างต้นคือ ผลการปฏิบัติงานปัจเจกบุคคล มิใช้ผลปฏิบัติงานขององค์กรแต่การที่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต้องการจะเป็น คู่คิดเชิงกลยุทธ์ (STRATEGIC PARTNER นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จงต้องเข้าใจผลการปฏิบัติงานขององค์กรทราบว่าองค์กรต้องการผลผลิตอย่างไรอยากได้บริการแบบไหนต้องการพัฒนาด้านใดในองค์กรมิฉะนั้นคงเป็นการยากที่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะสามารถพัฒนาบุคลากรในองค์กรของตนให้มีผลงานที่สอดคล้องกันกับผลการปฏิบัติงานขององค์กรดังนั้นการเรียนรู้เรื่องการ บริหารผลการปฏิบัติงานจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พึงกระทำ
บทบาทชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้อ่านที่อาจไม่คุ้นเคยกับเรื่องการบริหารผลการปฏิบัติงาน ได้เข้าใจขอบเขตการบริหารผลการปฏิบัติงาน(Performance Management) และขอนำเสนอเครื่องมือบ้างเครื่องมือที่กำลังเป็นที่นิยมในการนำมาใช้เพื่อการบริหารผลการปฏิบัติงานในปัจจุบัน
|
การบริหารผลการปฏิบัติงาน (PERFORMANCE MANAGEMENT) คือระบบการบริหารจัดการเพื่อให้ผลการปฏิบัติงานขององค์กรและพนักงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (Willams,2002) |
ขอบเขตการบริหารผลการปฏิบัติงาน
การบริหารผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันมีขอบเขตกว้างกว่าการบริหารผลการปฏิบัติวานในอดีตอย่างมาก Bacal (1999) ได้เปรียบเทียบการบริหารผลการปฏิบัติงานในอดีต กับการบริหารผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันไว้ดังนี้
|
การบริหารผลการปฏิบัติงานในอดีต |
การบริหารผลการปฏิบัติงานในปัจจุบัน |
|
• มุ่งใช้เพื่อที่จะประเมินผู้ปฏิบัติงาน
• เป็นการบริหารทิศทางเดียว จากผู้บังคับบัญชา
• เป็นการบริหารที่ให้ความสำคัญกับแบบฟอร์มต่างๆในการ ประเมิน
• เป็นการบริหารโดยมุ่งที่ประเมินผลงานในอดีต
• เป็นการกระทำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตำหนิ ติเตียนผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติผลงานได้ตามเป้า |
• มุ่งใช้เพื่อติดตามแผนการปฏิบัติงานขององค์กร
• เป็นการบริหารโดยเน้นเรื่องการใช้บทบาทสนทนาทำความเข้ใจเรื่องผลการปฏิบัติงาน
• เน้นเรื่องการสื่อสารสองทางระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
• เป็นการบริหารโดยมุ่งที่ประเมินผลงานในปัจจุบันเพื่อสามารถปับกระบวนการทำงานให้ได้ผลงานในอนาคตที่ได้ตั้งไว้
• เป็นการกระทำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขกับ บุคลากรที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามเป้า
|
จะเห็นได้ว่าการบริหารผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันมุ่งที่จะช่วยผู้บริหารองค์กรให้สามารถติดตามและปรับกระบวนการทำงานให้ได้ผลการปฏิบัติงานตามที่มุ่งหวัง โดยความสำเร็จนี้เกิดจากการที่บุคลากรในองค์กรทุกคนในองค์สามารถทำผลการปฏิบัติงานของตนสำเร็จตามที่หวังไว้
ปรัชญาการบริหารงานผลการปฏิบัติงานได้เปลี่ยนจากการประเมินผลงานมาเป็นการพัฒนา(Development Approach) ผลการปฏิบัติงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสมดุล “ Balance employees’ benefits and the organizational benefits.”(Williams, 2002)
ขอบเขตของการบริหารผลการปฏิบัติงานจึงครอบคลุมกระบวนการว่างแผน, การบริหาร, การติดตามผลงาน, การทบทวนผลงาน, การให้รางวัล และการพัฒนาเป็นอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิใช้การประเมินผลงานเพียงครั้งหรือสองครั้งในรอบปีแต่เป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานทั้งขององค์กรและบุคลากรการประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ (PA: Performance Appraisal จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นขงกระบวนการการบริหารผลการปฏิบัติงาน ดังนั้นการบริหารผลการปฏิบัติงานจึงเปรียบเป็นหนึ่งในเครื่องมือการบริหาร (Management Tool) ของผู้บริหารองค์กร
เครื่องมือในการบริหารผลการปฏิบัติงาน
เครื่องมือที่สำคัญในการบริหารผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น Balanced Scorecard และ Competency ซึ่งเครื่องมือทั้งสองได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ และการบริหารองค์กรนี่ที่นี้จะกล่าวถึงความสัมพันธ์ของเครื่องมือทั้งสองใน การบริหารผลการปฏิบัติงานของบุคลากรเพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติงานขององค์กร
BALANCED SCORECARD
แนวคิด Balanced Scorecard ที่นำเสนอโดย Robert S. Kaplan และ David P. Norton ตั้งแต่ปี 1992 ในหนังสือ Harvard Business Review ว่าเป็นแนวคิดที่ช่วยเรื่องการวัดซึ่งจะนำพาให้ผลการปฏิบัติงานของพนักงานดีขึ้น (The Balanced Scorecard-Measures that drive performance) เริ่ม ทำให้ทั้งสองเป็นที่รู้จักมากขึ้น และเมื่อKaplan และ Norton (1996) ทำการพิมพ์หนังสือเล่มแรกออกมา Translating Strategy into Action: Balanced Scorecard ก็ได้รับความนิยมอย่างยิ่งทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก เพราะเป็นหนังสือที่ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพในการปฏิบัติว่าการทำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัตินั้น ผู้บริหารต้องทำการประเมินวัดผลตามตัวชี้วัดที่ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการเงินเท่านั้น แต่การสร้างสมดุลในการวัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินและที่ไม่ใช่เรื่องเงิน เนื่องจากผลสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กรไม่ได้แสดงที่ผลสำเร็จทางการเงินเท่านั้น
เมื่อแนวคิดการบริหารของทั้งสองปรมาจารย์บริหารได้รับการปฏิบัติจึงพบว่าBalanced Scorecard ไม่ใช้แนวคิดเรื่องการวัดที่ช่วยให้แผนกลยุทธ์เป็นจริงได้ แต่ตัว Balanced Scorecard เองเป็นแนวคิดใหม่ในเรื่องการบริหารเชิงกลยุทธ์ ซึ่งแนวคิดนี้ได้ปรากฏในหนังสือเรื่อง The strategy-focused organization: How balanced scorecard companies thrive in the new business environment เนื้อหาในหนังสือเล่นนี้กล่าวถึงการใช้แนวคิดเรื่อง Balanced Scorecard ในการจัดทำแผน กลยุทธ์
Paul R. Niven(2002) เป็นผู้หนึ่งที่นำแนวคิดเรื่อง Balanced Scorecard ไปใช้แล้วพบว่าแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์นี้นอกจากเป็นเครื่องมือการบริหารแล้วยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้พนักงานทุกคนในองค์กรได้รับทราบถึงแผนกลยุทธ์ การปฏิบัติงานของพนักงานในองค์กรเกินจากการวางเป้าหมายร่วมกันของหัวหน้างานและลูกน้องในทุกระดับ
หากกล่าวเพียงแค่นี้หลายคนที่เคยเรียนเรื่องการบริหารมาอาจมองไม่เห็นอะไรแปลงว่า การบริหารเช่นนี้เคยมีมาแต่อดีต เรียกว่าเป็น การบริหารเชิงวัตถุประสงค์(MBO: Management by Objective) (Odiorne,1965) ซึ่งหัวหน้าและผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทำการตกลงกันก่อนว่าเป็นเป้าหมายการทำงานมีอะไรบ้างเพื่อให้ตกลงกันแล้ว ก็จะทำการกำหนดรายการงานที่ต้องทำให้ได้ในช่วงนั้น วิธีการนี้จะเป็นวิธีการที่ต้องใช้การสื่อสารระหว่างหัวหน้าและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างมากผลของการบริหารเช่นนี้ช่วยในลดความขัดแย้งในการประเมินผลระหว่างหัวหน้าและผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะทั้งคู่มีความตั้งใจในเป้าหมายร่วมกันในการทำงาน
แต่การบริหารโดยใช้Balanced Scorecard นั้นนอกจากเป็นการบริหารเชิงวัตถุประสงค์ (MBO) แล้ว การบริหารในแนวคิดแบบ (Balanced Scorecard นี้ยังสามารถนำมาใช้ในการคิดวางแผนเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรภาคธุรกิจอีกด้วย โดยมีตัวดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI: K EY PERFORMANCE INDICATOR) เป็นตัวช่วยในการติดตามผล ซึ่งการจัดทำKPI นั้นต้องมีสมดุลทั้งKPI ด้านการเงิน (Financial Perspective) และด้านที่ไม่ใช้เรื่องการเงิน (Non-financial perspective) สมดุลเป็นหมายระยะสั้น (Short-term goal) และระยะเวลายาว (Long-term Goal) สมดุลผลงาน (Lagging Indicator) และเหตุผลมี่ทำให้เกิดผลงาน
เมื่อมีแผนกลยุทธ์ที่ดีพร้อมแล้ว ผู้บริหารจะต้องทำการบริหารจัดการเพื่อให้แผนนั้นเกิดเป็นผลสำฤทธิ์ขึ้น ทั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารต้องอาศัยบุคลากรในองค์กรที่สามารถทำงานเชิงกลยุทธ์คือเป็น Strategic Workers หรือ Strategic Employees ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาบุคลากรในองค์กรโดยตรงจะต้องทำงานเชิงกลยุทธ์ด้วยกีบเช่นกัน นั้นคือการพัฒนาบุคลากรให้ถึงพร้อมที่จะทำงานให้ได้ตามเป้าหรือตามดัชนี ชี้วัดผลงาน (KPI)
ปัญหาหนึ่งของการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีใช้KPI ในปัจจุบัน คือการกำหนดตัวชี้วัดต่างๆโดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถของพนักงานมนองค์กร จริงอยู่ที่ในมุมมองใน Balanced Scorecard คือมุมมองเรื่องการเรียนรู้และการเติบโต ที่ผู้บริหารมักตั้งตัวชี้วัดเป็นเรื่องของการฝึกอบรมและพัฒนา และมอบหมาย KPI ตัวนี้ให้กับผู้ดูแลงานด้านการทรัพยากรมนุษย์ไปปฏิบัติ แต่ในความจริงแล้ว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควรมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง Competency หรือขีดความสามารถ หรือสมรรถนะ (ในที่นี้ขอเรียกว่า Competency เนื่องจากยังไม่มีการบัญญัติคำศัพท์นี้อย่างเป็นทางการ)
COMPETENCY
Competency หรือขีดความสามารถเป็นแนวคิดที่มาจากนักจิตวิทยา David McClelland จาก Harvard University ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975ที่พยายามหาตัวทำนายความสำเร็จในการทำงาน โดยใช้การแยกศึกษาผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานน้อยกว่า แล้วทำการสังเกตการณ์ว่าอะไรทำให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงมีผลงานโดดเด่นกว่าคนอื่น ซึ่งMcClelland เรียกสิ่งนั้นว่าคือ Competency
ความสงสัยนี้คงเหมือนผู้บริหารหลายๆคนที่มองพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของตนประสบผงสำเร็จต่างกันทั้งๆที่มีความรู้ ความสามารถพอๆกัน และอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ได้รับกรฝึกอบรมพัฒนามาเหมือนๆกัน มีคามรู้ ทักษะซึ่งดูจากการศึกษาแลประสบการที่ไม่แตกต่างกันนัก แต่ทำไม่พนักงานเหล่านี้จึงมีผลการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน
Competency ในความหมายของ McClelland (1973) คือ บุคลิกลักษณะที่เป็นพื้นฐานของปัจเจกบุคคลซึ่งมีส่วนในการทำนายผลการปฏิบัติงานที่ดีและ/หรือตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในงาน Competency ประกอบด้วยความรู้ทักษะ การรับรู้ตนเอกบทบาททางสังคม บุคลิกลักษณะและแรงจูงใจที่ประกอบกันทำให้แต่ละคนได้รับความสำเร็จในการทำงานแตกต่างกัน ทั้งนี้ Competency จึงเป็นการกำหนดตามบริบทขององค์กรนั้นๆที่เป็นๆ ไปตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เป็นไปตามการให้คุณค่าในเรื่องที่ต่างกัน เป็นต้น
การวัด Competency เป็นภารกิจที่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องทำอย่างเร่งด่วนในยุคของตัวชี้วัดเพื่อ1) จะได้จะได้ทราบว่าจะต้องพัฒนาพนักงานอย่างไรเพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานบรรลุKPIและ2) เพื่อจะได้ปรับตัวชี้วัดไห้มีความเหมาะสมกับกับความสามารถของพนักงานในองค์กรโดยมีหลักในการคิดดังนี้
- หากพนักงานมี Competency สามารถทำ KPI เหล่านี้ได้อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องนำมาจัดตั้งเป็น KPI อีกหรืออาจให้น้ำหนักของ KPI ตัวนี้น้อยกว่าตัวอื่นๆ
- หากพนักงานมี Competency ห่างกันมากกับ KPI ที่ต้องการ ในช่วงแรก KPI ควรตั้งค่าเพียงเพื่อให้พนักงานสามารถทำได้สำเร็จโดยที่ไม่ยากจนเกินความสามารถ
- หากพนักงานมี Competency เพียงพอที่จะทำ KPIนั้นได้ ก็อาจให้ค่าKPI ที่ท้าทายพนักงานให้ทำได้ดีที่สุดที่ตนสามารถทำได้
การที่บางองค์กรมีการกำหนดตัวชี้วัดในระดับที่สูงกว่าความสามารถของพนักงานอย่างมากและกำหนดรางวัลหรือลงโทษที่ผูกโยงไว้กับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของการทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้น ผลที่จะตามมาอาจเป็นได้สองทางคือ พนักงานยุติความพยายามในการทำงานเพื่อให้ได้ตามเป้าของตัวชี้วัดเนื่องจากทราบดีว่าแม้จะพยายามเช่นไรก็คงจะไม่ถึงตามเป้าแน่นอน แต่อีกกรณีหนึ่งคือพนักงานจุพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ได้เป้าหรือบรรลุตัวชี้วัดโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่จะตามมาเนื่องจากไม่ต้องการการลงโทษ หรือต้องการรางวัล
หากพิจาณาดูแล้วจะเห็นได้ว่าในอดีตนั้นมีการวัด Competencyอยู่แล้วบ้างในการประเมินผลประจำปี เช่นการประเมินผลพฤติกรรมการทำงานเรื่องการทำงานเป็นทีมภาวะความเป็นผู้นำ ความสามารถในการสื่อสาร การมีมนุษย์สัมพันธ์ความซื่อสัตย์ แต่การประเมินดังกล่าวเป็นการประเมินภาพกว้างๆที่ไม่ได้เจาะจงพฤติกรรม แต่การวัดประเมินCompetency จะเจาะจงเป็นไปตามตำแหน่งงาน และมีการกำหนดเป็นพฤติกรรมที่ชัดเจน
การวัดประเมินผลงานและขีดความสามารถในการบริหารปัจจุบันอาจมีการกำหนดสัดส่วนการวัดประเมินPerformance ต่อ Competency ในสัดส่วน 80:20, 70:30, 60:40 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะขององค์กรหากองค์กรต้องการเร่งผลประกอบการเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ผู้บริหารก็ควรกำหนดสัดส่วนของผลงานสูงกว่าCompetency ให้มากเช่น 80:20 แต่ถ้าองค์กรต้องการหล่อหลอมวัฒนธรรม หรือพฤติกรรมการทำงานใหม่ การกำหนดวัด Competency ที่สูงขึ้นก็เป็นการพึงกระทำ เช่น 60:40 อย่างไรก็ตามการให้ส่วนผลงสนที่สูงกว่ายังมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ความสำคัญแก่ผลการปฏิบัติงานมากกว่าพฤติกรรมการทำงานที่อาจไม่ได้ส่งผลต่องานโดยตรง
การบริหารผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันหากมีการนำKPIที่ได้จากBalanced Scorecard มาใช้โดยไม่คำนึงถึง Competency แล้วก็ยากที่จะทำให้การบริหารผลการปฏิบัติงานประสบความสำเร็จ เครื่องมือการบริหารทั้งสองจึงต้องนำมาใช้เสมือนกับคนควงแขนซึ่งกันและกันเดินไปพร้อมๆกันจึงจำประสบผลสำเร็จ ซึ่งนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ต้องการเป็นคู่คิดเชิงธุรกิจต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องดังกล่าวอย่างลึกซึ่ง
บรรณานุกรม
Bacal, R. 1999. Performance Management. New York McGraw-Hill
Kaplan, R. S. & Noton, D. P. 1996. Traslating Strategy into action : Balanced
Scorecard. Boston: Harvard Business School Press.
Kaplan, R. S. & Norton, D. P. 2000. The strategy-forcused organization: How
Balanced scorecard company thrives in the new business environment.
Boston: Harvard business school press.
McClelland, D. 1973. Testing for competence rather than for intelligence.
American Psychologist , 28 , 1-14.
Niven, P. 2002. Balanced Scorecard Step-by-step: Maximizing Performance.
And Maintaining Results. New York: John Wiley & Sons. Inc.
Odiorne, G.1965. Management by Objectives. New York: Pittman.
Swanson & HoltonIII(2001). Foundation of human resource development
San Francisco: Berrett-Koehler Publishers, Inc.
Williams, R. S. 2002. Managing Employee Performance Design and
Implementation in Organization. Singapore: International Thomson
Business press.