SIAMHRM.com

ลงประกาศงาน หาคนทำงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป:ลงทะเบียน |เข้าระบบ ก่อนใช้งานค่ะ.]




 ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


SMEs 7 แสนราย โคม่า !ไร้สภาพคล่องคืนหนี้ -ทยอยเจ๊งไตรมาสละ 2 หมื่น

SMEs 7 แสนราย โคม่า !ไร้สภาพคล่องคืนหนี้ -ทยอยเจ๊งไตรมาสละ 2 หมื่น | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : SMEs, ข้อมูลเกี่ยวกับ SMEs



ธุรกิจSMEs คางเหลือง เหตุมรสุมทั้งในและนอกประเทศ ตี 2 ด้าน ทยอยปิดตัวไตรมาสละ 2 หมื่นราย ขณะที่รายรับหดจนขาดสภาพคล่องไม่มีเงินจ่ายหนี้ส่อเป็นNPLกว่า 7 แสนราย พ่วงภาคแรงงานอาจถูกปลดกว่า 3 ล้านคน ชี้ธุรกิจ ''สิ่งทอ-ก่อสร้าง-ท่องเที่ยว'' อาการร่อแร่เต็มที ฟากสภาอุตฯ เชื่อ หากมรสุมการเมือง-ศก.ไข้หวัด 2009ไม่ซ้ำโอกาสฟื้นยังมี ...
       
       สภาพเศรษฐกิจที่แม้ว่าจะดูดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2552 นี้ แต่ สถานการณ์โดยรวมยังถือว่า ภาคอุตสาหกรรมยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆและยิ่งวิกฤติอย่างมากในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
       
       โดยมีภาพสะท้อนสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีจากข้อมูลศึกษาของโครงการวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) พบว่า ปัจจัยภายนอกและภายในประเทศยังคงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นรวมไปถึงรายได้และกำไรที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ และผลิตภาพทุนผลิตภาพแรงงานตามลำดับ
       
       
SMEs รายได้ดิ่ง
       

       ภาพรวมของผู้ประกอบการSMEsในปี 2552 ภาคการผลิต จำนวน 653,561 ราย ลดลงร้อยละ 2.16 (14,440ราย) ภาคบริการ จำนวน727,163 ลดลงร้อยละ 0.16 (1,186 ราย) ส่วนภาคการค้าดีขึ้นเล็กน้อยคือ จากเดิม1.01ล้านราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.20 (40,120 ราย) ซึ่งส่งผลต่อการการจ้างงานทั้ง 3 ภาคเดิมที่ลดลงจากเดิม 9 ล้านคน ลดลงร้อยละ 1.16
       
       ขณะที่ภาคการส่งออกในภาพรวมของ SMEs คาดว่าจะลดลงประมาณร้อยละ 6-7 กล่าวคือในปี 2551 ตัวเลขส่งออก 1.69 ล้านล้านบาท แต่ปี 2552 คาดว่าประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท โดยจะทำให้ภาพรวมรายได้ของอุตสาหกรรมSMEsลดลงประมาณร้อยละ2-3 เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่มีรายได้ 5.92 ล้านล้านบาทซึ่งคาดว่าว่าปี 2552 จะอยู่ที่ประมาณ 5.78 ล้านล้านบาท โดยกำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 0.23 ล้านล้านบาทสำหรับปี 2552 ซึ่งปี 2551 อยู่ที่ 0.25 ล้านล้านบาทหรือลดลงร้อยละ 8-9 นั่นเอง เมื่อมองในแง่ผลตอบแทนในการดำเนินงานก็ลดลงเช่นกันโดยในปี2552 จะอยู่ที่ร้อยละ3.98 ส่วนปี2551 ร้อยละ 4.24
       
       
โคม่าหนัก 7 แสนราย
       

       จากข้อมูลดังกล่าว จึงส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 7 จากปีก่อน หรือจาก2.79 เท่าเป็น 2.59 เท่าในปี 2552 โดยภาคการผลิตและภาคบริการเป็นกลุ่มที่มีความสามารถต่ำกว่าภาคการค้าปลีกและค้าส่งเนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ ค่าเงินบาท และราคาน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง
       
       สำหรับสาขาที่มีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยลดลงและอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน มีจำนวนวิสาหกิจ SMEs เกือบ 700,000 ราย มีแรงงานกว่า 3 ล้านคน อันประกอบไปด้วย สาขาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 200,000 ราย แรงงานกว่า 650,000 คน ผลิตภัณฑ์หนัง 8,000 ราย แรงงานกว่า 100,000 คน ผลิตภัณฑ์พลาสติก 8,000 ราย แรงงานกว่า 200,000 คน แร่อโลหะที่ใช้ในการก่อสร้าง 18,000 แรงงานกว่า 100,000คน เฟอร์นิเจอร์ 1,300 ราย แรงงานกว่า 110,000 คน หัตถกรรม ผลิตภัณฑ์จากไม้ 77,000 ราย แรงงานกว่า 210,000 คน ผลิตภัณฑ์ยาง 2,000 ราย แรงงานกว่า 60,000 คน
       
       อาหารจากสัตว์น้ำแปรรูป 6,000 ราย แรงงานกว่า 85,000คน ผักผลไม้แปรรูป 5,500 คน แรงงานกว่า 40,000 คน ธัญพืชข้าว 90,000 ราย แรงงานกว่า 200,000 คน บริการก่อสร้าง 100,000ราย แรงงานกว่า 400,000 คน บริการท่องเที่ยว 10,000 ราย แรงงานกว่า 30,000 คน บริการให้เช่าสินทรัพย์ 18,000 รายแรงงานกว่า 52,000 คน บริการอำนวยการ 45,000 รายแรงงานกว่า 650,000คน และบริการเสริมสร้างสุขภาพสปา 90,000 ราย แรงงานกว่า 160,000 คน
       
       ทยอยเจ๊งไตรมาสละ 20,000 ราย
       
       นอกจากนี้ ภาวะวิกฤติดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ในระบบหรือนิติบุคคลในไตรมาสที่ 3 ของปี 52 อาจปิดตัวถึง 7,000 รายและ SMEs ขนาดจิ๋วนอกระบบอีกกว่า 15,000 รายหรือประมาณ 20,000 รายนั่นเอง ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 52ที่ผ่านมา และเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปี 51 หรือร้อยละ 25
       
       กิจการที่มีการปิดส่วนใหญ่จะมาจากอุตสาหกรรมโรงงานขนาดเล็กจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณี ธุรกิจภาคการค้าขนาดเล็ก บริการก่อสร้าง บริการท่องเที่ยว เป็นต้น ดังนั้นสาขาดังกล่าวรัฐต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษซึ่งรวมไปถึงธุรกิจโรมแรม ละภัตตาคารด้วย
       
       ศก.ฟื้น ไทยแข่งขันยาก
       
       ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานทร์พัชรินทร์ ผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์และเตือนภัยSMEs รายสาขา ยังประเมินว่าความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลงของผู้ประกอบการนั้น หากภาพรวมของเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น โอกาสในการชำระคืนหนี้ก็อาจจะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL)ได้
       
       โดยส่วนใหญ่ก็ยังถือว่าไม่กระทบมากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการSMEsทั้งหมดกว่า 2.4 ล้านราย ส่วนใหญ่ยังใช้เงินทุนส่วนตัวในการประกอบกิจการอยู่ที่ร้อยละ 98 ขณะที่กู้เงินจากธนาคารเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงไม่น่ากังวลมากนักว่าจะส่งผลกระทบในภาคการเงิน
       
       ทว่า ปัจจัยที่น่าเป็นกังวลก็คือ ผลกระทบในระยะยาวเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น จากการคาดการณ์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) การติดขัดในด้านสภาพคล่องอาจส่งผลให้การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขั้นนั้นน้อยเกินไป และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจนก็เป็นการยากที่จะสู้กับประเทศอื่นๆ
       
       ''ภาพรวมของ SMEs ที่ ภาวะถดถอยในแง่รายได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงมุ่งเอาตัวรอด ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิจัย การทำตลาด ชะลอตัว ซึ่งในอนาคตจะส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวในอนาคต'' ผศ.ดร.ณัฐพล ระบุ
       
       ภาพรวมดีขึ้นเล็กน้อย
       
       ขณะที่ฟากของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้น ยังมองว่า แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมายังอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นประกอบกับภาพรวมของเศรษฐกิจโลกตามที่หลายฝ่ายได้ประเมินไว้ ว่า เศรษฐกิจในแถบเอเชียกำลังจะดีขึ้นก็จะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมบางประเภทซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2552
       
       ''คาดว่าจะมีภาวะที่ดีขึ้นในบางกลุ่ม แต่ก็ยังไม่ถือว่าในภาพรวมจะพุ่งขึ้นเร็วขนาดนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรม''
       
       ไพบูลย์ พลสุวรรณา รองประธานสภาอุตสาหกรรม ระบุ พร้อมประเมินว่า จากเศรษฐกิจต่างประเทศที่ดีขึ้นน่าจะเป็นตัวฉุดรั้งอุตสาหกรรมไทยให้ฟื้นขึ้นได้ และอาจจะฝากความหวังในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลที่น่าจะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นและอาจจะเป็นสัญญาณที่ดี
       
       หากมีปัจจัยแทรกซ้อนในช่วงดังกล่าว ก็ถือว่าภาคอุตสาหกรรมไทยน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาในต้องประสบมรสุมทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ 2009มาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง...

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์




ลงวันที่ 03/08/2009 03:27:28
จำนวนผู้ชม 1448
ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ