SIAMHRM.com

ลงประกาศงาน หาคนทำงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป:ลงทะเบียน |เข้าระบบ ก่อนใช้งานค่ะ.]




 ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


ณรงค์ เสนอดึงเงิน4หมื่นล.ประกันสังคม ตั้งธนาคารลูกจ้าง

ณรงค์ เสนอดึงเงิน4หมื่นล.ประกันสังคม ตั้งธนาคารลูกจ้าง | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



อาจารย์เศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เสนอแนวคิดธนาคารลูกจ้างกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดึงเม็ดเงิน 4 หมื่นล้านจากกองทุนประกันสังคมเป็นทุนก่อตั้ง เปิดกว้างให้ผู้ประกันตนและครอบครัวกู้ยืม

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ ”กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแนวคิดการจัดตั้ง "ธนาคารเพื่อลูกจ้าง" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากว่า สถิติกำลังแรงงานของประเทศไทย ที่อายุ 15-60 ปี มีจำนวน 36 ล้านคน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ โดยกระจายตัวอยู่ในภาคเกษตร 15 ล้านคน ส่วนที่เหลือประมาณ 21 ล้านคนอยู่นอกภาคเกษตร เช่น ลูกจ้างในภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ประกันตน 9.2 ล้านคน

ส่วนลูกจ้างที่ไม่ได้เข้าประกันสังคมมีประมาณ 16 ล้านคน ประกอบด้วย แรงงานรับจ้างทั่วไป เช่น คนรับใช้ คนสวน คนขับรถ มีประมาณ 10 ล้านคน ลูกจ้างภาคเกษตร 3 ล้านคน (ไม่ใช่ต่างด้าว) ลูกจ้างราชการคือข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจประมาณ 3 ล้านคน ถือเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับแรงงานในภาคเกษตรหรือเกษตรกร ซึ่งมีอยู่ 15 ล้านคนและส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จึงแสดงชัดเจนว่าสังคมไทยกำลังเป็นสังคมการค้าอุตสาหกรรม

ยิ่งกว่านั้นเมื่อพิจารณาภาคเกษตร พบต้นทุนการผลิตสูงมากสวนทางกับราคาพืชผล แต่ที่ภาคชนบทการเกษตรยังอยู่ได้ เพราะเม็ดเงินไหลมาจากนอกภาคเกษตร เช่น ลูกไปทำงานโรงงาน รับจ้าง ค้าขายในเมืองใหญ่ หรือโยกย้ายไปขายแรงงานชั่วคราวตามฤดูกาล ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศหรือจีดีพี ร้อยละ 90 อยู่ในธุรกิจนอกภาคเกษตร และภาคเกษตรมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น เช่นเดียวกับมูลค่าการส่งออกร้อยละ 10 มาจากสินค้าเกษตร และร้อยละ 89 มาจากสินค้านอกภาคเกษตร เช่น สิ่งทอ เพชรพลอยและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

หากพิจารณากำลังซื้อหรือรายได้เป็นตัวเงิน ร้อยละ 55 มาจากค่าจ้างแรงงาน บำเหน็จบำนาญ อาจรวมทรัพย์สินซึ่งไม่มาก เช่น บ้านให้เช่า ที่ดินให้เช่า ร้อยละ 17 มาจากภาคธุรกิจ ร้อยละ 11 มาจากภาคเกษตร และกำลังซื้อส่วนที่เหลือ ระบุแหล่งที่มาไม่ได้ เช่น การค้าประเวณี บ่อนพนัน หวยใต้ดิน แสดงให้เห็ว่ารายได้และกำลังซื้อมากที่สุดมาจากเงินค่าจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องพุ่งเป้าหมายไปที่ที่กลุ่มลูกจ้างมากกว่าเกษตรกร

ลูกจ้างปัจจัยหลักกระตุ้นเศรษฐกิจ

"ลูกจ้างมีสถานะ 2 รูปแบบคือ ผู้ทำการผลิตแท้จริง และผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องกระตุ้นการบริโภค อยากให้ลูกจ้างเพิ่มและมีกำลังซื้อ ก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ลูกจ้าง เพื่อจะได้ผลิตภาพสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กัน แต่ถ้ากำลังซื้อไม่ได้เพิ่ม จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวทันที" รศ.ดร.ณรงค์ กล่าว

หลักการกระตุ้นกำลังซื้อคือ รัฐบาลต้องลงทุนกับลูกจ้างให้มากขึ้น แต่รัฐบาลที่ผ่านมากระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการนำเงิน 7-8 หมื่นล้านบาทสู่ชนบท หรือให้เกษตรกรกู้ ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่าเม็ดเงินดังกล่าวหมดไปกับการบริโภคสิ่งฟุ่มเฟือย เช่น โทรศัพท์มือถือ จักรยานยนต์ ของใช้เพื่อความบันเทิง ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจมากกว่า จึงไม่มีอะไรหลงเหลือเป็นทุนพัฒนาผลิตภาพในภาคเกษตร และไม่ทำให้กำลังแรงงานมีความสามารถสูงขึ้น

ธนาคารลูกจ้างตั้งจากค่าแรงลูกจ้าง

จากสภาพปัญหาข้างต้น จึงนำมาสู่แนวคิด "ธนาคารเพื่อลูกจ้าง" โดยจัดสรรเม็ดเงิน 4 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 10 จากกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่ 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาให้คนงานกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิกู้คือ สมาชิกผู้ประกันตน 9.2 ล้านคน ให้กู้ตามเพดาน 2 เท่าของเงินเดือน แต่จะหักไว้ร้อยละ 10 ซึ่งรวมแล้วเป็นเงิน 4 พันล้านบาท สำหรับนำไปซื้อหุ้นเป็นทุนจดทะเบียนตั้งธนาคารเพื่อลูกจ้าง ที่จะเกิดได้ในอีก 2 ปี เมื่อเงินต้นถูกส่งคืนครบ โดยขอความร่วมมือจากนายจ้างหักจากเงินเดือน ณ ที่จ่าย

หลังจากกนั้น ธนาคารลูกจ้างก็ไม่ต้องพึ่งกองทุนประกันสังคม เพราะจะมีเงินฝากเข้ามาจากผู้ประกันตน เงินสหกรณ์และเงินสหภาพแรงงาน อีกทั้งจะเป็นธนาคารที่ปล่อยกู้เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามหลักการเพื่อเพิ่มผลิตภาพของคนงาน และเพิ่มกำลังซื้อสำหรับลูกจ้างระดับแรงงานทั่วไป ที่เงินเดือน 4,000 - 5,000 บาท ซึ่งสามารถกู้ได้ 2 เท่าของเงินเดือน ย่อมมีความหมายมากสำหรับลูกจ้าง ขณะเดียวกัน ครอบครัวของลูกจ้างก็มีสิทธิกู้ด้วย เช่น ภรรยากู้ไปลงทุนค้าขาย สามีกู้ซื้อจักรยานยนต์ขี่รับจ้าง ตลอดจนกู้ค่าเล่าเรียนบุตรและกู้ค่ารักษาพยาบาลบิดามารดา

นอกจากนี้ ธนาคารลูกจ้างยังเปิดโอกาสให้นายจ้าง ซึ่งเป็นผู้สมทบเงินประกันสังคม มีสิทธิกู้เงินได้ด้วยแต่จำกัดเงื่อนไขว่าต้องนำไปใช้ในการพัฒนาฝีมือแรงงานเท่านั้น เช่น สร้างหอพักราคาถูกสำหรับคนงาน ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพคนงาน เพราะที่อยู่อยู่ใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเสียค่าเดินทางและประหยัดเวลา ทั้งนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับความยากจนพบว่า ลูกจ้างกรรมกรทั่วไปไม่ต้องการบ้านราคา 5-6 แสนบาท แต่ต้องการห้องเช่าราคา 1,000 - 2,000 บาทที่อาศัยอยู่ได้ 2-3 คน

“ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งขึ้นจากเงินภาษีล้วนๆ ขณะที่ธนาคารลูกจ้างใช้เงินก้อนแรกของเขาเอง ผ่านทางกองทุนประกันสังคม ซึ่งบังคับหักจ่ายจากค่าแรงของลูกจ้าง ดังนั้น ทำไมธนาคารลูกจ้างจะตั้งไม่ได้ หากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถูกจุด ทำไมไม่มองลูกจ้างกลุ่มใหญ่ ถ้าผลิตภาพสูงขึ้น ตลาดภายในประเทศก็อยู่ได้” รศ.ดร.ณรงค์ ระบุ

รัฐบาลต้องล็อบบี้บอร์ดประกันสังคม

แนวคิดธนาคารเพื่อลูกจ้างนี้ ในเบื้องต้นได้รับการตอบรับจากคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งรัฐบาลกำลังจะตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ และหากการปฏิบัติงานของธนาคารเพื่อลูกจ้าง เป็นไปตามแนวคิดที่ออกแบบไว้ คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น เพราะจากการประเมินพบว่าตลาดภายในขาดกำลังซื้อ 4 - 5 หมื่นล้านบาท ฉะนั้น เงินจากกองทุนประกันสังคม 4 หมื่นล้านบาท ที่นำมาลงทุนให้ธนาคารเพื่อลูกจ้าง จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุด

อย่างไรก็ตาม การนำเงิน 4 หมื่นล้านบาทออกมากองทุนประกันสังคม สามารถดำเนินการได้เลย หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีคำสั่ง อีกหนทางหนึ่งคืออาศัยคณะรัฐมนตรีมีมติให้สำนักงานประกันสังคม นำเงินกองทุนออกมาสำหรับจัดตั้งธนาคารเพื่อลูกจ้าง

ต่อข้อถามถึงที่ว่า ข้าราชการจะสนองต่อนโยบายทางการเมืองด้วยหรือไม่ รศ.ดร.ณรงค์ ให้ความเห็นว่า ข้าราชการอาจเห็นว่าอำนาจบริหารหลุดมือไป แต้ถ้ารัฐบาลล็อบบี้คณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งประกอบด้วย นายจ้าง ลูกจ้างและข้าราชการ หากสองฝ่ายเห็นชอบด้วยก็สามารถนำเงินกองทุนออกมาได้ทันที จากนั้นเมื่อเป็นธนาคารเพื่อลูกจ้างแล้ว ก็อยู่ภายใต้การตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับธนาคารทั่วไป และโครงสร้างจะเป็นธนาคารของลูกจ้าง ไม่ใช่ธนาคารของกองทุนประกันสังคม

"ธนาคารตามแนวคิดนี้มีในหลายประเทศ เช่น สวีเดน เยอรมนี ซึ่งเกิดจากปรัชญาที่ว่า การสร้างธนาคารก็เพื่อสวัสดิการลูกจ้าง เพื่อสร้างเศรษฐกิจรากหญ้า ขณะเดียวกันก็เพื่อการกระจายรายได้ แนวคิดนี้ผมเสนอมานานเกือบ 10 ปีแล้ว" รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวและว่า ธนาคารเพื่อลูกจ้างนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลรักษาการ เพราะที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ก็เกิดขึ้นในยุคเผด็จการ

ต่อข้อความที่ว่า ถ้าผลักดันไม่สำเร็จในรัฐบาลรักษาการ จะหมดหวังที่จะผลักดันในรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือไม่ อาจารย์ณรงค์ กล่าวว่า “มันจะหมดหวังหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ลูกจ้างว่าอยากจะมีหรือเปล่า และถามนายจ้างว่า ประกันสังคมบังคับให้จ่ายสมทบทุกเดือน ทำไมทำได้ แต่ธนาคารลูกจ้าง นายจ้างไม่ต้องจ่ายอะไรเลย”

ส่วนกรณีที่กังวลว่านายจ้างอาจจะคัดค้านการจัดตั้งธนาคาร อาจารย์ณรงค์ อธิบายว่า ธนาคารจะทำให้ต้นทุนพัฒนาฝีมือแรงงานของนายจ้างต่ำลง ลูกจ้างบางคนกู้เงินเรียนคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องพึ่งนายจ้าง เห็นได้ว่านายจ้างไม่มีอะไรเสียหายจากการเกิดขึ้นของธนาคาร ยกเว้นนายจ้างที่เล่นการเมือง

 

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ




ลงวันที่ 30/04/2007 21:30:45
จำนวนผู้ชม 1473
ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ