ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


ผ่าทางตัน กม.คุ้มครองแรงงานรับงานไปทำที่บ้าน ก.แรงงานรับลูกเร่งออกกฎกระทรวง

ผ่าทางตัน กม.คุ้มครองแรงงานรับงานไปทำที่บ้าน ก.แรงงานรับลูกเร่งออกกฎกระทรวง | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : ผ่าทางตัน กม.คุ้มครองแรงงานรับงานไปทำที่บ้าน ก.แรงงานรับลูกเร่งออกกฎกระทรวง , ข้อมูลเกี่ยวกับ ผ่าทางตัน กม.คุ้มครองแรงงานรับงานไปทำที่บ้าน ก.แรงงานรับลูกเร่งออกกฎกระทรวง


รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 18 มิถุนายน 2555 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.)และคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคมจัด ประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “กฎหมายลำดับรองกับการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน” ที่โรงแรมทีเค พาเลส แจ้งวัฒนะ
 
นางสุนี ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เปิดเผยว่า มีข้อสังเกต 2 ประเด็นคือ 1.พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553ออกมาแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ และจะเห็นว่าในพ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ระบุจะต้องตั้งคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน ภายใน120 วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่คณะกรรมการเพื่อดำเนินการไปพลางก่อนแต่ขณะ นี้ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งหรือเลือกเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการฯประเด็นนี้ถือ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องขับเคลื่อน 2.ยังมีกฎกระทรวงที่ต้องออกมารองรับขณะนี้ยังมีความล่าช้า อย่างไรก็ตามในแง่กฎกระทรวงหากเป็นไปได้ควรให้จัดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาค แรงงานด้วย โดยสามารถจัดตั้งคณะกรรมการชุดเล็กคณะหนึ่งเพื่อให้ภาคแรงงานมีส่วนร่วมเสนอ ความเห็น
 
นายวินัย ลู่วิโรจน์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน  กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัตินี้ จะต้องมีกฎหมายลำดับรองทั้งสิ้น 14 ฉบับ ซึ่งออกไปแล้วในส่วนที่ไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก 6 ฉบับ ส่วนที่เหลืออีก 8 ฉบับที่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ โดยเหตุที่ทำให้เกิดความล่าช้ามาจากต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อนและมีรายละเอียดมากที่ ต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการอ้างอิง หากเร่งรีบเกรงว่าจะเป็นช่องทางให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้าง เช่น กฎกระทรวงเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานของหญิงมีครรภ์และเด็กอายุต่ำ กว่า15 ปีตามมาตรา 21, กฎกระทรวงเกี่ยวกับค่าพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพและค่าทำศพ ตามมาตรา 25, การกำหนดอัตราค่าตอบแทน เป็นต้น
 
ส่วนเรื่องการดำเนินการขณะที่ยังไม่มีคณะกรรมการตามมาตรา 50 ซึ่งระบุให้ บุคคลตามที่กำหนด ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการแทนไปก่อนได้ ซึ่งในการสรรหาขณะนี้ยังติดปัญหาที่วิธีการสรรหากรรมการที่เป็นตัวแทนฝ่าย ลูกจ้าง ซึ่งตามหลักการแล้วจะต้องใช้วิธีลงคะแนนแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง(one man one vote) แต่ใช้งบประมาณมาก ดังนั้น อาจต้องใช้ระบบไตรภาคี คือ ให้ตัวแทนเสนอรายชื่อ แต่การเลือกแบบนี้อาจจะได้ตัวแทนไม่ตรงตามที่ต้องการ  โดยอาจจะขอความร่วมมือกับหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในข้อมูลส่วนนี้ หากได้รับความร่วมมือจะทำให้ได้ข้อมูลทั้งกลุ่มนายจ้างและกลุ่มผู้รับงานไป ทำที่บ้าน เมื่อประกอบกับฐานข้อมูลเก่าของกรมจัดหางานและกลุ่มแรงงาน 5 ภาค แล้วน่าจะคลอบคลุมเกือบทั้งหมด โดยในวันที่ 21 มิถุนายนนี้จะมีการประชุมเรื่องดังกล่าวคาดว่าน่าจะมีความคืบหน้ามากยิ่ง ขึ้น
 
“เห็นด้วยที่จะให้ออกกฎกระทรวงโดยเร็ว คือเสนอหลักการไปก่อนแล้วปรับปรุงเพิ่มเติมรายละเอียดในภายหลัง และเน้นย้ำว่าเรื่องสำคัญที่ควรจะตราออกมาก่อน คือ เรื่องความปลอดภัย ซึ่งจะรับหน้าที่ผลักดันให้ออกมาเป็นลำดับแรก และยังเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆมีแนวทางที่น่าสนใจ สามารถร่างและนำมาเสนอประกอบการพิจารณาออกกฎกระทรวงด้วย”
 
นายอภิมุข สุขประเสริฐ กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  กล่าวว่า กฎกระทรวงยังมาไม่ถึงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งหากมาถึง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วคาดว่าจะพิจารณาใช้เวลาไม่นานประมาณ    1 -2เดือน เว้นแต่มีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย โดยหลักของกฎหมายฉบับนี้ต้องการคุ้มครองแรงงานนอกระบบที่รับงานไปทำที่บ้าน ให้ได้รับค่าจ้างเท่าเทียมกับลูกจ้างในระบบ ส่วนประเด็นการออกกฎกระทรวงนั้น เห็นว่าต้องเร่งผลักดัน ส่วนระดับของความคุ้มครองนั้นสามารถปรับปรุงพัฒนา แก้ไขได้ ขณะที่เรื่องการสรรหาคณะกรรมการตามมาตรา 50 วรรคแรก เป็นมาตรการเร่งรัด ดังนั้นต้องเริ่มที่ต้องให้เกิดคณะกรรมการชุดแรกตามมาตรา 25ก่อนแล้วจึงจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาโดยคาดว่าไม่น่าจะใช้เวลานาน
 
นายสุภัท  กุขุน ที่ปรึกษาประจำกรรมาธิการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร   กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มุ่งดูแล 3 ส่วนคือค่าตอบแทน สวัสดิการ และคุณภาพชีวิต  ขณะที่กรอบงานในมาตรา 3 ระบุงานที่รับไปทำที่บ้านหมายถึง งานที่ผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรมมอบให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อนำไป ผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงานหรืองานอื่นที่กำหนดในกฎ กระทรวง คาดว่ากฎหมายดังกล่าวจะใช้เวลาอีกนานพอสมควร
 
เนื่องจากต้องพิจารณาในรายมาตราและต้องมีกฎกระทรวงและระเบียบมารองรับ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะเขียนควบคู่กันเพื่อให้กฎหมายดังกล่าวออกบังคับใช้ได้ เร็ว อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในมาตรา24 ระบุถึงความรับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพแลค่าทำศพในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านประสบอันตราย เจ็บป่วยหรือทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการใช้วัตถุดิบ อุปกรณ์และสิ่งอื่นที่ใช้ในการทำงานที่ผู้ว่าจ้างจัดหาหรือส่งมอบให้ ประเด็นคือจะต้องจ่ายตามหลักเกณฑ์ และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงข้อน่ากังวลคือ บางกรณีอย่างกรณีพลุระเบิด นายจ้างจะนำค่าจ้างส่วนใดมาจ่าย ประเด็นนี้ยังไม่ได้คิดเผื่อไว้และหากลูกจ้างทุพพลภาพจะดูแลจะช่วยกันอย่าง ไร เรื่องนี้อาจจะขยายผลต่อไปถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกองทุนดูแลและคุ้มครอง หรือไม่
 
นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า ขอให้ส่งร่างกฎกระทรวงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พิจารณาเพื่อจะเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะของคปก. ให้กฎหมายดังกล่าวนำไปสู่ขับเคลื่อนต่อไป
 
นางวิจิตรา (ฟุ้งลัดดา) วิเชียรชม กรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคมต้องพิจารณา กล่าวว่า มี 3 ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาคือ 1.ลักษณะการจ้างเป็นแบบใดเป็นลักษณะการจ้างทำของหรือเป็นสัญญาจ้างแรงงาน 2.ปัญหาที่มีกฎหมายแม่แล้วแต่กฎหมายลูกยังไม่ออกมาจึงไม่สามารถนำมาบังคับ ใช้ได้ หากกลไกไม่สามารถทำได้อาจจะต้องหาวิธีการอื่น  เพราะแม้จะตั้งกรรมการไม่ได้แต่การดำเนินการจะมีช่องว่างไม่ได้ หากมีกฎหมายออกมาบังคับใช้ก็จำเป็นต้องตีความ ดังนั้นแม้ว่าจะไม่มีลายลักษณ์อักษรเรื่องค่าจ้าง หรือความปลอดภัย หากไม่มีก็ต้องเทียบเคียงได้ โดยสามารถนำกฎหมายแรงงานใช้เทียบเคียงได้ 3.เรื่องค่าตอบแทน ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งจะมี 2 ประเภทคือ เป็นไปตามมาตรฐานฝีมือ หรืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำท้องที่ เป็น 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาด้วย
 
นางพูนทรัพย์  สวนเมือง ตุลาพันธุ์  ผู้แทนเครือข่ายผู้รับงานไปทำที่บ้าน  กล่าวว่า ผู้รับงานไปทำที่บ้านมีปัญหาอย่างมากโดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงอัตราค่าจ้าง และยังไม่แน่ชัดว่าจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่แม้ว่าจะมีพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ รับงานไปทำที่บ้าน แต่ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นทุกปีในช่วงระยะ 10-15 ปีที่ผ่านมาพบว่า ค่าแรงไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงอยากเรียกร้องให้แต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน โดยเร็วเนื่องจากบทบาทของคณะกรรมการฯมีหน้าที่ในการกำหนดอัตราค่าตอบแทนและ กฎหมายลูกต่างๆ เพราะจะเห็นว่าแรงงานประมาณ70-80% เป็นแรงงานหญิงซึ่งยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่  จึงอยากจะร้องขอให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเร่งด่วนหากเป็นไปได้ไม่ ควรเกิน 1ปี
 
นางสาวนุชนภา บำรุงนา กรรมการเครือข่ายแรงงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ กล่าวว่า  สถานการณ์ขณะนี้แรงงานส่วนใหญ่เสียโอกาสด้านค่าแรง และประสบปัญหาความปลอดภัยในการทำงาน โดยแรงงานผู้รับงานไปทำที่บ้านหลายพื้นที่ประสบปัญหาสารพิษตะกั่วตกค้างใน ร่างกาย ขณะเดียวกันมีความเสี่ยงสูงที่ผู้สูงอายุและเด็กในบ้านจะได้รับสารพิษดัง กล่าวด้วยอันเนื่องมาจากการรับงานมาทำที่บ้าน   
(มติชน, 18-6-2555)



ลงวันที่ 25/06/2012 11:54:54
จำนวนผู้ชม 1335
ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ






เลือกประเภท:




คุณลืม Username/Password?

สมาชิกลงทะเบียน (ฟรี)


กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


Connection

   

ค้นหาตำแหน่งงาน


คำค้น :
Web
siamhrm.com
jobsiam.com

ติดต่อเรา

สยามเอชอาร์เอ็ม
เวลาเปิดทำการ 9.00-17.00 น.(จ-ส)



หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี:
หมายเลข 13 หลัก 0992001714965


พานิชย์อิเลคทรอนิกส์ :
0101549820078

เข้าสู่ปีที่ 20
เว็บไซต์หางาน สมัครงาน


มั่นใจ ในบริการของเรา.


อัพเดท วันที่ 14 กรกฎาคม 2563

ผู้ใช้งาน 54362 บริษัท
ผู้ฝากประวัติ (Resume) 128447 คน