SIAMHRM.com

ลงประกาศงาน หาคนทำงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป:ลงทะเบียน |เข้าระบบ ก่อนใช้งานค่ะ.]




 ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, ข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

เรื่องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานปัจจุบัน

มีประเด็นน่าสนใจสรุปได้ดังนี้

1. ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานอย่างมากเห็นได้จากอัตราการว่างงานก่อนวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ 1.3% ในปี 2008 ได้ลดลงมาเหลือเพียง 0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010

2. สาเหตุหนึ่งของการตึงตัวของตลาดแรงงาน คือ การย้ายแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคการเกษตร โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งราคาสินค้าเกษตรปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3. อีกสาเหตุหนึ่ง คือ แรงงานที่มีอยู่มีทักษะและประสบการณ์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด คือ ตลาดต้องการช่างระดับอาชีวะ แต่แรงงานจบใหม่เป็นผู้จบปริญญาตรีซึ่งจะไปเข้าทำงานในภาคบริการ การขาดแคลนแรงงานจึงเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษในภาคอุตสาหกรรม

4. ในช่วง 2000-2010 เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.4% อัตราการสะสมทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.7% และจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.5% ทำให้สรุปว่าปัญหาแท้จริงคือการสะสมทุนที่ต่ำทำให้เกิดความต้องการแรงงานมากขึ้นและแม้จะนำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาทดแทนก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว (เพราะจำนวนประชากรไทยในวัยแรงงานจะลดลงในระยะยาว)

5. วิธีแก้ไขคือการเพิ่มความสามารถในการผลิตต่อหน่วยแรงงาน (labor productivity) โดยการเพิ่มการอบรมและทักษะของแรงงาน กับการเพิ่มการลงทุนให้มีจำนวนเครื่องจักรต่อแรงงานมากขึ้น ตลอดจนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

ผมเห็นด้วยกับข้อมูล เหตุผลและข้อสรุปที่กล่าวข้างต้น แต่ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมในด้านหนึ่งเรามีหลักฐานข้อมูลยืนยันว่าแรงงานขาดแคลน แต่อีกด้านหนึ่งพรรคการเมืองกำลังหาเสียงว่าจะต้องปรับขึ้นค่าแรงอย่างก้าวกระโดด นักการเมืองน่าจะสะท้อนความรู้สึกและความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่าเงินเดือนของประชาชนนั้นยังไม่พอใช้เพื่อการดำรงชีวิตที่ดี หมายความว่า หากประเทศไทยขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงแล้ว ทำไมกลไกตลาดจึงไม่ดันให้ค่าจ้างปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด และพร้อมกันนั้น ทำไมธุรกิจจึงไม่รีบเร่งลงทุนในเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานหรือลงทุนฝึกทักษะแรงงานให้มีผลผลิตสูงขึ้น เพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงานดังกล่าวข้างต้น

ผมจึงได้หาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูว่าผลตอบแทนแรงงานและผลตอบแทนเงินทุนนั้นมีแนวโน้มอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อมูลมีอยู่จำกัดโดยเฉพาะผลตอบแทนเงินทุน (หรือกำไรของบริษัท) จึงต้องขอนำเอาการเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลมาเป็นดัชนีสะท้อนกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ (ซึ่งจะคลาดเคลื่อนหากประสิทธิภาพในการเก็บภาษีไม่คงที่) สำหรับธุรกิจขนาดเล็กนั้นผมนำเอารายได้ของธุรกิจเกษตรและธุรกิจอิสระที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคลมาเป็นข้อมูล ในส่วนของเงินเดือนและค่าจ้าง ใช้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ (ตาราง)

จะเห็นได้ว่าในช่วง 1991-2009 ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งสะท้อนกำไรของบริษัทขนาดใหญ่โตเฉลี่ย 12% ต่อปี ในขณะที่เงินเดือนและค่าจ้างโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ตามด้วยธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งขยายตัวเพียง 6% ต่อปี ต่ำกว่าการขยายตัวของจีดีพีที่ 8% ต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำไรโตมากที่สุด ในขณะที่ เงินเดือนขยายตัวสูงกว่าจีดีพีซึ่งน่าจะทำให้ลูกจ้างมีความพอใจในระดับหนึ่ง

แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ปี 1991-1996 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวดีแต่มีฟองสบู่ ซึ่งกำไรขยายตัวสูงถึง 20% ต่อปี และเงินเดือนเพิ่ม 17% ต่อปี ขณะที่จีดีพีโตเพียง 13% ต่อปี ทำให้เชื่อได้ว่าช่วงดังกล่าวการเรียกร้องขอขึ้นเงินเดือนผ่านระบบการเมืองไม่น่าจะมีมากนักเพราะกลไกตลาดได้ปรับขึ้นเงินเดือนอย่างก้าวกระโดด สำหรับ ช่วง 1996-1999 นั้นผมขอไม่กล่าวถึงเพราะเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ

ช่วงที่สาม คือ 2000-2009 เป็นช่วงที่ฟื้นตัวจากวิกฤติแล้ว ทั้งกำไร เงินเดือนและจีดีพีขยายตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่เด่นชัดที่สุด คือ การขยายตัวของเงินเดือนเหลือเพียง 6% ต่อปี และจีดีพีโตเพียง 7% ต่อปีหรือลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วนธุรกิจขนาดเล็กขยายตัวใกล้เคียงเดิม คือ  5-6% ต่อปี แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ กำไรของบริษัทใหญ่ซึ่งยังคงขยายตัวสูงที่ 15% ลดลงจาก 20% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของเงินเดือน ทั้งนี้มนุษย์เงินเดือนคงจะรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเพราะเงินเดือนเพิ่มน้อยกว่าจีดีพี กล่าวคือ อาจจะรู้สึกว่าระดับความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะรอบข้างแต่อย่างใดและน่าจะรู้สึกต่ำต้อย เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรที่ขยายตัวสูงกว่ามาก

คำถามในเชิงเศรษฐศาสตร์ คือ หากผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ระดับสูง (+15% ต่อปี) และประเทศมีปัญหาขาดแคลนแรงงานจริง ทำไมกลไกตลาดจึงไม่กดดันให้เกิดการลงทุน ซื้อเครื่องจักรและพัฒนาทักษะของพนักงาน ซึ่งจะทำให้ผลผลิตต่อหน่วยแรงงานเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการปรับเพิ่มของเงินเดือน ซึ่งน่าจะขยายตัวได้รวดเร็วไม่แตกต่างจากกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ หรือพูดง่ายๆ คือ หากแรงงานขาดแคลนทำไมเงินเดือนจึงไม่ปรับขึ้น ทำให้นักการเมืองเห็นโอกาสที่จะหาเสียงกับประชาชน โดยนำเอาการเมืองมาแทรกแซงกลไกตลาดเสรี


คำตอบน่าจะมาจากการที่ กำไรยังขยายตัวไม่มากพอที่บริษัทจะลงทุนเพิ่ม หรืออีกนัยหนึ่ง คือ กำไรยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเพิ่ม ซึ่งอาจดูแล้วแปลกเพราะกำไรขยายตัวสูงกว่าเงินเดือนและจีดีพีอย่างมาก ทำไมผู้ประกอบการจึงจะคิดว่ากำไรไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ผมเชื่อว่าคำตอบ คือ ระบบการระดมทุนและระบบสินเชื่อของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่อนุรักษนิยมและกลัวความเสี่ยงมากขึ้น จนกระทั่งการลงทุนถูกจำกัด ผลที่ตามมาคือปริมาณเครื่องจักรที่ไม่เพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับแรงงาน กล่าวคือ สิ่งที่ขาดแคลนที่สุด คือ เครื่องจักรไม่ใช่แรงงาน ดังนั้น ผลตอบแทนจากเครื่องจักร (หรือกำไร) จึงขยายตัวสูงกว่าผลตอบแทนจากแรงงาน (เงินเดือน) ในช่วงดังกล่าว

สมัยก่อนวิกฤตินั้นตลาดหุ้นไทยเป็นที่นิยมของนักลงทุน ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับกำไร (พีอีสูง) ดังนั้น บริษัทจึงสามารถเพิ่มทุน (เพื่อนำไปขยายกิจการ) ได้โดยง่าย เช่น หากพีอีเท่ากับ 25 เท่า แปลว่ากำไร 1 บาทก็จะสามารถขายหุ้นได้ในราคา 25 บาท ขณะที่ปัจจุบันพีอีเท่ากับ 12 เท่า ดังนั้น กำไร 1 บาทจะสามารถขายหุ้นได้ในราคาเพียง 12 บาท เมื่อทุนหาได้ยากขึ้น (ทุนแพงขึ้น) การลงทุนก็ขยายตัวช้าลง นั่นเอง

หากจะหันมากู้เงินจากธนาคารก็ทำได้ยากขึ้น เพราะปัจจุบันธนาคารระมัดระวังความเสี่ยงมากกว่าแต่ก่อนตามบรรทัดฐานใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวโดยสรุป คือ สมัยก่อนบริษัทอาจสามารถกู้เงินได้ 2 บาทโดยมีทุน 1 บาท แต่สมัยนี้มีทุน 1 บาทน่าจะกู้จากธนาคารได้เพียง 1 บาทเท่านั้น ที่สำคัญ คือ สมัยก่อนวิกฤตินั้นบริษัทเงินทุน ซึ่งกล้าปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีความเสี่ยงนั้นมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อสูงถึง 20% ของสินเชื่อทั้งระบบ แต่ปัจจุบันบริษัทเงินทุนสูญพันธุ์ไปเกือบหมดแล้ว รวมทั้ง IFCT ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ปล่อยกู้ให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก (ทำให้ระบบสินเชื่อของไทยขาดแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง) ทั้งนี้ เพื่อแลกกับความมั่นคงของสถาบันการเงิน ดังนั้น เมื่อพูดกันว่าระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงซึ่งเป็นสิ่งที่ดีนั้นต้องคำนึงด้วยว่าความมั่นคงดังกล่าวย่อมจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจตามมาเช่นกัน

ดังนั้น ผมจึงขอสรุปเพิ่มเติมว่าการที่แรงงานขาดแคลนแต่เงินเดือนก็ไม่ค่อยปรับตัวสูงขึ้นนั้น น่าจะเป็นผลมาจากการขาดแคลนสินเชื่อและเงินทุน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยน่าขาดแคลนเครื่องจักร (การลงทุน) มากยิ่งกว่าขาดแคลนแรงงานครับ

 






ลงวันที่ 11/01/2012 09:09:42
จำนวนผู้ชม 2437
ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ