SIAMHRM.com

ลงประกาศงาน หาคนทำงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป:ลงทะเบียน |เข้าระบบ ก่อนใช้งานค่ะ.]





 ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


หอแว่น กับคำตอบยุคโอเวอร์ซัพพลาย

หอแว่น กับคำตอบยุคโอเวอร์ซัพพลาย | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM :- ข้อมูลเกี่ยวกับ หอแว่น กับคำตอบยุคโอเวอร์ซัพพลาย , บทความ หอแว่น กับคำตอบยุคโอเวอร์ซัพพลาย , ตัวอย่าง



เวลานี้ธุรกิจร้านแว่นตาก้าวพ้นยุคทอง และเพื่อความอยู่รอดอย่างมั่นคงแข็งแกร่ง การขยายสาขาไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่เป็นคำว่าประสิทธิภาพ

หมายถึง ประสิทธิภาพในของการบริหารจัดการ และการทำงานของพนักงาน


คือ มุมมองของ "ภาคี ประจักษ์ธรรม" กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด ซึ่งบริหารแบรนด์ร้าน ''หอแว่น'' และ ''Better Vision'' ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 130 สาขาในประเทศ ไทย อีก 10 สาขาในประเทศมาเลเซีย และอีก 12 สาขาในประเทศสิงคโปร์


หอแว่น เป็นบริษัทในเครือ ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจแว่นตาที่ครบวงจร เป็นผู้ผลิตเลนส์รายใหญ่ เป็นผู้นำเข้าแว่นตารายใหญ่ รวมถึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แว่นตาแบรนด์ที่มีชื่อมากมาย รวมถึงยังเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องตรวจสายตา อีกด้วย


"5 ปี จากนี้ไป การขยายสาขาเยอะๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เหตุผลก็คือ ค่าเช่าร้านในศูนย์การค้าสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราจะพิจารณาในเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง มองหาศูนย์การค้าที่มีคุณภาพ และกำหนดว่าในแต่ละพื้นที่เราควรจะต้องมีจำนวนกี่ร้าน เพราะถ้ามีเยอะไป ที่สุดมันก็ฆ่ากันเอง"


การันตีว่าหอแว่นเป็นห่วงเรื่องของ ''Bottom Line'' มากกว่า ''ภาพลักษณ์''


จะว่าไป หอแว่น ถือเป็นธุรกิจไทยที่ก้าวไปรุกตลาดเอเชียและอาเซียนเป็นลำดับต้นๆแม้ต้องเจ็บตัว หากแต่บทเรียนที่ได้รับกลับคุ้มค่า


ภาคีเล่าว่า หอแว่นเริ่มต้นรุกตลาดต่างประเทศเมื่อปี 2001 โดยไปเปิดใน Super Brand Mall (เครือซีพี) ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน แต่แล้วเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นก็ต้องปิดตัวลง


"ผมเองพูดจีนกลางไม่ได้ แม้จะมีพาร์ทเนอร์เป็นคนฮ่องกง แต่เขาก็ไม่เคยทำค้าปลีก ขณะที่ก็ยอมรับว่าตัวเราเองไม่แข็งแกร่งพอ ค่าเช่าก็สูง เลยอยู่ไม่รอด เป็นบทเรียนว่าการเปิดร้านเพียงสาขาเดียว แล้วอยู่ไกลขนาดนั้น จะมีแต่ค่าใช้จ่ายไม่มีกำไร"


ดังนั้นแทนที่การเริ่มต้นจากศูนย์ เมื่อมองเห็นจังหวะและโอกาสในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เขาจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีก้าวกระโดด นั่นคือการ ''เทคโอเวอร์'' เชนสโตร์ที่มีอยู่เดิม


"วิธีนี้ใช้เงินเยอะพอสมควร แต่ผมคิดว่าโมเดลนี้เวิร์คกว่า เพราะจำนวนร้านมีมากพอจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายและสร้างยอดขายได้ การเริ่มต้นเองมีแต่ติดลบ ยกตัวอย่างปัญหาแรกก็คือ จะไม่เหลือศูนย์การค้าที่ดีๆ ให้เราอีกแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้บัญชีก็คงมีแต่ตัวเลขแดงๆ และหมดกำลังใจที่จะทำ"


ทุกวันนี้การเทคโอเวอร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นสูตรสำเร็จ ในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งภาคีแนะว่า ไม่ควรผลีผลาม แต่ควรศึกษาธุรกิจนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน


"ต้องดูว่าเจ้าของเดิมเคยทำเรื่องผิดกฏหมายหรือไม่ ตัวเลขบัญชีมีความผิดปกติหรือไม่ เขาขาดทุนจนต้องขายกิจการเป็นเพราะอะไร เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร เตรียมคนที่ต้องส่งไปดูแลกิจการ รวมถึงหาวิธีพลิกฟื้นธุรกิจให้กลับมาใหม่"


ภาคีกล่าวว่า หัวใจความสำเร็จของธุรกิจร้านแว่นตาคือ การบริการ แม้จะเป็นร้านจำหน่ายแว่นตาก็ตาม


"เรื่องของสินค้าผมว่าธุรกิจมันทันกันอยู่แล้ว แต่ความต่างอยู่ที่การบริการ ซึ่งเกิดจากคุณภาพของบุคลากร"


เพราะจุดแข็งของหอแว่น ก็คือ การบริการที่ดีจนลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดสายตา การประกอบแว่นตา การแนะนำสินค้าที่เหมาะสมและให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งจะไม่มีคำว่า ''หลอกลวง''


ในการทำธุรกิจนั้น ใครๆ ก็รู้ว่า ง่ายที่สุดก็คือ การลดราคา สำหรับภาคี เขาเรียกว่ากลยุทธ์นี้ว่าเป็นการตลาดแบบ ''อนุบาล'' คือไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เพราะแน่นอนเมื่อขายของในราคาถูกๆ ย่อมต้องมีคนซื้อ


"ในภาวะที่ผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อเหมือนทุกวันนี้ หากลดราคาลงเรื่อยๆ วันหนึ่งก็คงลดไม่ได้เพราะคนอื่นก็ลด แล้วจะเหลืออะไร ผมจะพูดกับพนักงานอยู่เสมอว่า ถ้าลูกค้ามาซื้อเราด้วยเหตุผลเพราะมีราคาถูก แสดงว่าเราไม่มีฝีมือ แต่ถ้าลูกค้าเข้ามาเพราะชื่นชอบการให้บริการ ถือว่าเรามีฝีมือ"


เรื่องการบริการเขาบอกว่าขึ้นอยู่กับการอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ''ทัศนคติ''


"การปรับทัศนคติพนักงานเป็นเรื่องที่จำเป็น ผมพยายามทำให้พวกเขาคิดว่าเป็นเจ้าของร้านคนหนึ่ง นั่นหมายถึงการทำงานด้วยใจ ไม่สักๆ แต่ทำงานไปเพียงวันๆ หากเรามีแต่ออกข้อบังคับทำแบบโปลิศจับขโมยคงไม่ได้ เพราะมันจะเป๊ะต่อเมื่ออยู่หน้าเราเท่านั้น แต่พอลับหลังก็คงเละ"


แน่นอน ทัศนคติอย่างเดียวก็คงไม่พอ แรงจูงใจเพื่อการบริการที่ดีของพนักงาน ยังต้องอาศัยผลตอบแทนหรือเงินเดือนที่ดี รวมถึงโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพ


นอกจากนั้น การบริการที่ดีย่อมหมายถึงการมี ''ทักษะ'' ที่ดีด้วย หอแว่นนั้นมีศูนย์การอบรมพนักงานเป็นของตัวเอง ซึ่งในเวลานี้ประเทศไทยแทบจะไม่มีสถาบันการศึกษาใดที่เปิดหลักสูตรผลิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตา เรียกได้ว่าไม่สามารถตอบสนองจำนวนของร้านแว่นตาในตลาดเมืองไทยที่มีอยู่ราวๆ 5 พันแห่ง


ภาคีบอกว่า หากพูดถึงประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ต้องยกให้พนักงานสิงคโปร์ เพราะในขณะที่ต่อหนึ่งสาขาประเทศไทยต้องใช้พนักงาน 4-5 คน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ใช้พนักงานเพียง 2 คนเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นเพราะเงินเดือนที่สูงลิ่ว


"เรียกว่าเงินเดือนที่จ้างพนักงานสิงคโปร์แค่คนเดียว เราสามารถจ้างพนักงานไทยได้ทั้งร้าน แต่ถ้าถามว่าทักษะการทำงานเป็นอย่างไร ผมมองว่าไม่ต่างกัน มันขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้นของคน เพราะทุกประเทศย่อมมีบัวสี่เหล่าเหมือนกันหมด หากคนสิงคโปร์เก่งเขาก็คงไม่ต้องมานั่งเป็นลูกน้อง"


ปัจจุบันพนักงานของหอแว่นมีอยู่ประมาณ 600 คน แม้จะมีจำนวนมาก แต่ภาคีก็บอกว่าทุกวันนี้เขาบริหารพนักงานเป็นเหมือนคนในครอบครัว


"ผมทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว สิ่งที่ผมตระหนักก็คือ ความโปร่งใส การให้รางวัลและการลงโทษใคร ต้องมีความชัดเจนว่าใครทำดีใครทำอะไรผิด บริษัทเราดำเนินมากว่า 40 ปี เราค่อยๆ สร้างมา สอนให้คนรักองค์กรเพราะองค์กรเป็นจุดที่พนักงานทุกคนจะสามารถอยู่ร่วมกัน ถ้าองค์กรล่มทุกคนเดือดร้อน ถ้าไปได้ ทุกคนก็ไปได้หมด เมื่อมีระบบที่ยุติธรรมและแฟร์ แค่นี้คนก็แฮบปี้"


ถามว่า แฮบปี้ดีไม่มีปัญหาเลยหรือ ภาคีบอกว่า องค์กรเมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น อะไรๆ ก็คงไม่เพอร์เฟ็คร้อยเปอร์เซ็นต์


"เหมือนกับน็อตที่ต้องขันอยู่เรื่อยๆ เวลามันหลวมก็กลับมาขันให้มันแน่นขึ้น"


แล้วอะไรคือความท้าทาย เขาบอกว่า การแข่งขันที่สูงยิ่งขึ้นก็คงต้องคิดหาวิธีในการอยู่ให้รอดท่ามกลางต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกๆ วัน ซึ่งมีต้นทุนบางรายการที่ไม่มีวันต่อรอง หรือลดหย่อนได้เลย นั่นก็คือ ค่าเช่าพื้นที่และเงินเดือนพนักงาน ดังนั้นเขาจึงต้องใส่ใจในเรื่องของประสิทธิภาพ


ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้เช่น การเมือง และความผันผวนของเศรษฐกิจ ภาคีบอกว่ามันเป็นเรื่องของ ''ฟ้าฝน'' จะห้ามให้ฝนตกหรือห้ามให้แดดออกก็คงหมดสิทธิที่จะหวัง


แต่สิ่งที่ถือเป็นแสงอรุณเป็นความหวัง ก็คือ ไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรม เป็นสังคมเมือง สังคมไอที


เมื่อคนเสพไอทีมากๆ ที่สุดมันจะเป็นตัวเร่งให้คนต้องพึ่งพาและหาซื้อแว่นตามากขึ้น เขาบอกว่า ไอทียังช่วยสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอีกด้วย

ที่มา : bangkokbiznews.com





จำนวนผู้ชม 3741 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ