SIAMHRM.com

ลงประกาศงาน หาคนทำงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป:ลงทะเบียน |เข้าระบบ ก่อนใช้งานค่ะ.]





 ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


ขั้นตอนการจัดทำระบบไอเอสโอสำหรับผู้ประกอบการ

ขั้นตอนการจัดทำระบบไอเอสโอสำหรับผู้ประกอบการ | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM :- ข้อมูลเกี่ยวกับ ขั้นตอนการจัดทำระบบไอเอสโอสำหรับผู้ประกอบการ, บทความ ขั้นตอนการจัดทำระบบไอเอสโอสำหรับผู้ประกอบการ, ตัวอย่าง

จากประสบการณ์ของผมเอง มักจะพบว่าผู้ประกอบการ หรือผู้บริหารโดยทั่วไปมักจะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องไอเอสโอสักเท่าไหร่ (บางท่านหนักกว่านั้นอีกคือไม่ค่อยสนใจอีกด้วย) ที่จำต้องทำก็เพราะตลาดหรือลูกค้าบังคับ ชะตากรรมของไอเอสโอมักจะฝากไว้กับ MR หรือผู้แทนที่ท่านตั้งขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรครับ ฝากได้ แต่ไม่ใช่ว่าปล่อยปละจนไอเอสโอเข้ารกเข้าพงไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้
เหตุผลที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการเหล่านั้น โดยเฉพาะ SMEs มักเห็นว่าไอเอสโอเป็นเรื่องยากต้องมีขั้นตอนและเอกสารอะไรต่างๆ มากมาย ไม่เอาดีกว่า ก็แต่งตั้งคนมาเป็นผู้แทนแล้ว ก็ให้เขาทำไปเถอะ

     ไอเอสโอไม่ยากเกินไปหรอกครับ ท่านไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องทุกราว แต่ขอให้รู้ระบบ ขั้นตอนหลักๆ เอาไว้ติดตามงานกับ MR และเป็นแบ็คอัพให้เขาด้วย แล้วท่านจะพบว่า งานมันรุดหน้าและมีประสิทธิผลขึ้นอีกเยอะ
ถ้าท่านพอจะมีเวลาอยู่บ้าง ผมอยากให้ลองอ่านข้อกำหนดข้อที่ 5 ที่ว่าด้วยความรับผิดชอบของผู้บริหาร (หาเอาในเว็บนี้ก็ได้ครับ มีตีความให้เรียบร้อย) ข้อกำหนดบังคับให้ท่านเป็นกัปตันใหญ่ ที่คอยคัดหางเสือเรือลำใหญ่นี้เลยนะครับ ไอเอสโอ ถ้านำไปใช้อย่างถูกต้อง มันก็จะเป็นผลดีต่อธุรกิจของท่านเอง สละเวลาให้สักนิดเถอะครับ

     ขั้นตอนการจัดทำนี้ ผมเขียนเองจากประสบการณ์ อาจจะไม่ตรงกับตำราอื่นเท่าใดนัก ก็ลองพิจารณาดูนะครับ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับระบบ ISO9000, ISO14000 และมาตรฐานอื่นๆ ที่สามารถตรวจประเมินเพื่ออกใบรับรองได้ ถ้าท่านเป็นผู้ประกอบการที่สนใจที่จะนำระบบไอเอสโอใดๆ ไปปฏิบัติ ลองดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ครับ


1. ศึกษาข้อกำหนด

     ก่อนอื่นท่านต้องรู้เรื่องก่อน ว่าไอเอสโอตัวที่ท่านสนใจนั้น มันว่าด้วยเรื่องอะไร มุมมองเป็นอย่างไรบ้าง ท่านรู้แค่เพียงสังเขปก็เพียงพอแล้วครับ (อยากจะรู้แบบลึกซึ้งก็ยิ่งดีใหญ่ครับ) หลักสูตรฝึกอบรมที่ผมจะขอแนะนำให้ท่านไปเข้าเรียนก็คือ หลักสูตรของผู้บริหาร เขามักจะใช้คำว่า Overview รวมอยู่ในชื่อหลักสูตรครับ โดยทั่วไปก็ใช้เวลาแค่วันเดียว ครึ่งวันก็ยังมี (แต่คงจับอะไรไม่ค่อยได้) ขึ้นกับเวลาว่างของท่านครับ ถ้าพอมีเวลามากหน่อย ก็อาจเข้าคอร์สประเภท Implementation 2-3 วันก็ได้ ตามอัธยาศัย แต่ Overview ก็เพียงพอแล้วครับ

2. แต่งตั้ง MR และให้การฝึกอบรม

     เมื่อท่านพอจะรู้เรื่องรู้ราวแล้วก็ลองมองๆ ไปรอบๆ ตัวของท่าน (ในบริษัทนะครับ) มองแค่ระดับบริหารก็แล้วกัน (ข้อกำหนดบังคับไว้ครับ) พวกผู้จัดการทั้งหลาย พอจะมีใครที่มีแวว มีหน่วยก้านดี พอจะเข็นเจ้าไอเอสโอนี้ให้ไปตลอดรอดฝั่งได้บ้าง อ้อ.. ที่สำคัญต้องเป็นคนที่พอจะมีเวลาให้กับเจ้าตัวนี้ด้วยนะครับ อาจจะยังไม่รู้เรื่องไม่เป็นไร ของมันเรียนรู้กันได้ เอาแวว กับเวลาก่อนก็แล้วกัน
ถ้าหาเจอแล้วก็เรียกมาคุยเลยครับ ใช้ศิลปะโน้มน้าวหน่อยว่าท่านจะมอบหมายงานที่สำคัญยิ่งให้ อันนี้ก็เป็นความสามารถเฉพาะตัวครับ อาจมีอิดออด ออดอ้อน(เพื่อขอเงินเดือนเพิ่ม) อยู่บ้าง ก็จัดการกันเอาเอง ยังไงก็ต้องแต่งตั้งให้ได้ 1 คนครับ

     ถ้าคนที่จะเป็น MR งานยุ่งจริงๆ ดูแลระบบทั้งหมดเองไม่ไหว ก็ไม่เป็นไร แต่งตั้งไปก่อน แล้วหามือขวาให้อย่างน้อย 1 คน เป็นคนทำ ISO แบบ Full time เลยก็ได้ เรียกว่า ISO Engineer, ISO Specialist, ISO Coordinator อะไรก็ได้ครับ แต่มือขวานี้ต้องค่อนข้างเก่ง รู้เรื่องรู้ราว สำหรับเอามาประกบ MR จอมบีซี่ หรือ MR ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเท่าไหร่
     มีอีกทางเลือกหนึ่ง ก็จ้าง MR มาเลยครับ ท่านก็คัดเอาประเภทที่รู้เรื่องดีอยู่แล้ว มีประสบการณ์ทำไอเอสโอสำเร็จมาแล้ว ก็ดีครับ แต่จ้างมาแล้วมีข้อแม้ว่า ท่านต้องวางเขาไว้ในแผงของผู้บริหารด้วย (ข้อกำหนดบังคับ) ก็แล้วแต่สะดวกว่าจะเลือกทางไหน
ทางเลือกสุดท้าย ท่านลงมาลุยเป็น MR ด้วยตัวเองเลย เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ได้ผลที่สุด แต่อย่าเลยดีกว่านะครับ เกรงใจ๊..เกรงใจ..

     จากนั้นก็ส่ง MR ไปฝึกอบรมครับ จริงๆ จะพกไปอบรม Overview กับท่านเลยตั้งแต่ข้อแรกก็ได้ แต่ไม่เพียงพอสำหรับ MR อย่างน้อยต้องเป็นหลักสูตร Introduction, Implementation ครับ ประมาณ 2 - 3 วัน เพราะต้องการให้รู้รายละเอียดมากหน่อย แต่ MR จริงๆ แล้วต้องรู้หลายหลักสูตร รวมถึง Internal Audit ด้วย หลักสูตรที่ผมอยากแนะนำอีกอันหนึ่งก็คือ หลักสูตร Lead Auditor ครับ จะได้รู้มุมมองของ Auditor จริงที่เขามาตรวจ ว่าเขามีมุมมองอย่างไร แต่หลักสูตรนี้ค่อนข้างแพง (ประมาณ 15,000 ถึง 25,000 บาท) ก็ลองพิจารณาดูนะครับ ค่อยๆ ทยอยเรียนไปก็ได้ไม่ต้องเร่งอบรมรวดเดียวจบ

3. ทบทวนสถานะเริ่มต้นของกิจการ     ถ้า MR ของท่านพอจะรู้เรื่องขึ้นมาบ้างแล้ว ก็พากันทบทวนสถานะเริ่มต้นของกิจการท่านได้เลย การทบทวนในที่นี้ ไม่ได้เป็นข้อกำหนดของ ISO9001 และ ISO14001 แต่มีเป็นข้อกำหนดของ TIS18001 แต่ก็ควรทำครับ คอนเสปต์ก็คือ การวิเคราะห์ส่วนที่ขาด คือกิจการของท่าน ยังขาดอะไรบ้าง ขาดอีกเท่าใดจึงจะสามารถบรรลุข้อกำหนดต่างๆ ทั้งหมดได้ ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้ เราก็จะไม่ทราบสถานะปัจจุบันที่องค์กรเป็นอยู่ เทียบกับข้อกำหนด หลักการจะเกือบคล้ายกับ Benchmarking ครับ (เดี๋ยวจะหามาให้อ่านครับ)

     ถ้าทำระบบ ISO9000 ท่านกับ MR ลุยทบทวนกันสองคนก็น่าจะพอ (อาจพ่วงผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นไปด้วยก็ได้) แต่ถ้าเป็น ISO14001 และ TIS 18001 ควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านอาชีวอนามัย (ตามลำดับ) ไปด้วยครับ เพราะต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคต่างๆ รวมถึงกฎหมายเฉพาะด้าน ควรจ้างมาหรือหามาให้เป็นเรื่องเป็นราว เว้นแต่ท่านหรือ MR หรือมีบุคลากรในบริษัท ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ต้องพอจะรู้ข้อกำหนดด้วยนะครับ

4. กำหนดขอบข่ายการขอการรับรอง

     ขั้นตอนนี้อาจจะอยู่ก่อนข้อ 3 ก็ได้ ตามใจ นั่นคือในองค์กรของท่าน อาจจะไม่ขอรับการรับรองหมดทั่วทั้งองค์กรก็ได้ อาจจะเลือกทำเฉพาะกิจกรรมหลักๆ ก็ได้ เพื่อให้ง่ายขึ้นเพราะขอบเขตลดลง แต่ควรต้องเป็นกิจกรรมหลักขององค์กรนะครับ ข้อกำหนดไม่ได้ว่าไว้ก็จริง แต่ถ้าท่านเลี่ยงไปทำกิจกรรมย่อยๆ เพื่อให้ง่าย มันจะดูน่าเกลียดอย่างมาก ในสายตาของคนทั่วไปที่รู้เรื่อง การกำหนดขอบข่ายนี้ แต่ละระบบอาจจะพิจารณาแตกต่างกันไป เช่นระบบ ISO14001 อาจจะไม่ยอมให้แยกขอบข่าย ถ้าขอบข่ายที่เราขอยกเว้นมันกลับมามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลักๆ อย่างนี้ก็คงไม่ได้ครับ ในรายละเอียดคงต้องว่ากันใหม่ครับ

5. กำหนดนโยบาย

     นโยบาย คือสิ่งที่ประกาศเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นของท่าน เป็นสิ่งที่ระดับรองจากท่านลงไป ต้องนำไปแปรเป็นวัตถุประสงค์เป้าหมาย และแผนปฏิบัติการ ดังนั้น จะเขียนแบบเอาแต่ใจไม่ได้นะครับ ต้องมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยหลายประการ แนะนำให้หาอ่านในเรื่องการตีความข้อกำหนดในเว็บนี้เพิ่มเติมครับ
กำหนดแล้วก็ต้องประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน พนักงานต้องเข้าใจ ถ้ามีการจัดฝึกอบรมได้ก็ยิ่ง
ดีใหญ่ครับ และควรทำด้วย ข้อกำหนด ISO14001 เขาตีกว้างไปถึงผู้สนใจภายนอกด้วยนะครับ ไม่ใช่ขีดวงแค่ในบริษัท

6. แต่งตั้งคณะทำงานและให้การฝึกอบรม

     ท่านทำกับ MR สองคนไม่ได้หรอกครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะหาแนวร่วม มีวิธีการกำหนดแนว
ร่วมอยู่สองวิธีที่มักใช้กันคือ

     วิธีแรก ฝังหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ เข้าไปในระบบบริษัทเลย พวกผู้จัดการต่างๆ ก็มีหน้า
ที่ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ ISO ด้วย เช่นผู้จัดการฝ่ายบุคคล อาจได้รับหน้าที่เพิ่มเติมคืองานประชาสัมพันธ์ กับติดตามกฎหมายด้วย ฝังลงไปเลยให้เป็นงานของฝ่ายบุคคล ข้อดีก็คือ การทำงานเป็นแบบไลน์ฟังก์ชั่น การสั่งการเป็นไปตามรูปแบบของการบังคับบัญชาตามลำดับ งานจะออกมาค่อนข้างดีครับ แต่ข้อเสียก็คือ อาจเกิดความสับสนกับงานประจำเดิม และก็แหะๆ ไม่ค่อยมีเวลาทำงาน ISO ครับ

     วิธีที่สองคือ ตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่ เป็น Steering Committee อะไรก็ว่าไป แบ่งความรับผิดชอบเป็นฝ่ายๆ แต่งตั้งเป็นออแกนไนซ์ใหม่เลย แทรกอยู่ในออแกนไนซ์ขององค์กรอีกที โดยระดมคนทำงานจากต่างแผนกมาอยู่ด้วยกัน ข้อดีคือ มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะออกไป ไม่ต้องสับสนกับหน้าที่หลัก มีสมาชิกจากหลายๆ ฝ่ายมาร่วม ทำให้ได้แนวคิดที่หลากหลาย ข้อด้อยก็คือ อำนาจในการบังคับบัญชาจะไม่ชัดเจน ผู้นำไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษ การทำงานเป็นการไหว้วานมากกว่าการสั่ง วิธีนี้หัวหน้าทีมต้องมีภาวะผู้นำสูง หรือมีบารมี หรือตำแหน่งสูงอยู่แล้วเป็นตัวช่วยครับ ไม่งั้นจะคุมคนไม่ค่อยได้
ข้อกำหนดไม่ได้บังคับว่าต้องใช้วิธีใด (เว้นแต่ ISO/TS 16949 ที่บังคับเรื่อง Cross functional Team ไว้ในหลายๆ ข้อ ให้พิจารณาด้วย) ต้องเลือกเอาให้เหมาะกับองค์กรท่านครับ ถ้าจะให้แนะนำคือ วิธีแรกเหมาะกับ ISO 9001 วิธีที่สอง เหมาะกับ ISO 14001, TIS18001 อาจจะไม่มีความเห็นเหมือนผมก็ได้นะครับ

     คณะทำงานนี้ต้องส่งไปฝึกอบรมด้วยครับ (ครอบคลุมถึงผู้จัดการ, หัวหน้างานระดับกลาง) หลักสูตรควรจะเป็น Introduction หรือ Implementation เวลา 2 - 3 วันครับ อาจจ้างที่ปรึกษามาสอนในบริษัทแบบ In-house Training ก็ดีครับ ถ้าจำนวนเยอะๆ น่าจะประหยัดขึ้น อ้อ.. หัวข้อสำคัญอีกอันที่ไม่ควรลืมคือ วิธีการจัดทำเอกสารในระบบครับ จะได้รู้ว่าโครงสร้างเอกสารหลักๆ น่าจะมีอะไรบ้าง และวิธีการเขียนเอกสารเป็นอย่างไรบ้าง บางทีเขาก็รวมไว้ในหลักสูตร Implementation เลยครับ

7. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และแผนงาน

     มาถึงตรงนี้คงมั่นใจแล้วว่า Key man ตัวหลักๆ ของท่านรู้เรื่องกันหมดแล้ว ทีนี้ท่านก็ร่วมกับพวกนั้น กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายขึ้นมา ควรกำหนดร่วมกันนะครับ และต้องนำนโยบายที่ได้ตั้งไว้แล้วมาเป็นกรอบในการตั้งวัตถุประสงค์ด้วย
ถ้าเป็นระบบ ISO 9001 ควรมีการซอยวัตถุประสงค์เป้าหมายออกเป็นแต่ละระดับ ที่สอดรับกับวัตถุประสงค์หลักของบริษัท ให้แต่ละฝ่ายกำหนดเองก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่าสอดรับอย่างที่ว่า ใช้หลักการของ Policy Deployment นะครับ และเป้าหมายตัวนี้ จะใช้เป็นตัววัดผลด้วยว่า ระบบที่เราทำนั้น มีประสิทธิผลหรือไม่
กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายแล้ว แต่ละคนก็คงทำหน้างง เพราะมีแต่ตัวเลข ต้องทำแผนรองรับด้วยว่า ไอ้ตัวเลขนั้น เราจะบรรลุได้อย่างไร คือทำ Action Plan ขึ้นมา เพื่อนำไปปฏิบัติ และเพื่อเป็นหลักฐานว่า ตัวเลขเป้าหมายนั้น มีที่มาที่ไป ไม่ใช่นั่งเทียนเอา

8. ประชาสัมพันธ์โครงการ

     ในขณะเดียวกัน ก็ควรต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้พนักงานทราบว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ รวมถึงบอกให้ผู้สนใจภายนอกด้วย ดังที่เห็นขึ้นป้ายกันพรึ่บนั่นแหละ ทั้งนี้เป็นการสร้างบรรยากาศให้คึกคัก ให้พนักงานเกิดความฮึกเหิม วิธีการก็ฟรีสไตล์ครับ ท่านลองหาวิธีที่เหมาะสมดู

9. ตั้งระบบ และดำเนินการจัดทำเอกสาร

     คนที่ดำเนินการตรงนี้ ก็คือ MR และเหล่าบรรดาคณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้นมานั่นแหละ รู้เรื่องรู้ราวกันดีแล้วนี่ ระบบหลักๆ ตางนี้มีอยู่ในข้อกำหนดทั้งหมดแหละครับ เช่นการควบคุมเอกสาร, การควบคุมบันทึก เขียนเอกสารโพรซีเดอร์ขึ้นมาก่อน ให้ครบตามที่ข้อกำหนดระบุ รวมถึงโพรซีเดอร์ที่เขาไม่ได้ระบุ แต่ก็ควรจะมีไว้เช่นการจัดซื้อ เป็นต้น (ข้อกำหนด ISO 9001 ไม่ได้ระบุให้ต้องเมีโพรซีเดอร์)

     มักจะมีคำถามเกิดขึ้นมาให้ถกกันอยู่เสมอว่า การปฏิบัติการ(Implement) กับการทำเอกสาร อะไรน่าจะมาก่อน ความเห็นผมคิดว่าทำเอกสารก่อนครับ แรกสุดอาจต้องนึกๆ เอาอย่างที่มันควรจะเป็น แล้วลองนำไปปฏิบัติ ถ้าไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องยังไงก็ค่อยแก้ไขเอกสารได้ครับ เว้นแต่ว่า มีระบบอยู่แล้ว สอดคล้องกับข้อกำหนดด้วย ก็เขียนเอกสารตามนั้นได้เลย

     เขียนโพรซีเดอร์เสร็จ แล้วค่อยให้ MR เขียนคู่มือ (Manual) ครับ อาจจะดูสลับขั้นตอนไปบ้าง แต่จากประสบการณ์แล้ว บริษัทที่ทำระบบครั้งแรก ถ้าเริ่มจากโพรซีเดอร์ แล้วมาเขียนคู่มือมันจะง่ายกว่ากันเยอะ เพราะคู่มือมันก็คือสรุประบบคร่าวๆ นั่นเองสำหรับให้ระดับบริหารดู ถ้าทำระบบย่อยก่อน มันน่าจะช่วยให้เขียนคู่มือง่ายขึ้น คือรู้ระบบหมดแล้ว โฟลว์เป็นยังไงรู้หมด
จากนั้นค่อยเขียน Work Instruction ที่เกี่ยวข้องครับ ให้หัวหน้างาน หรือคณะทำงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเขียน แต่ต้องมั่นใจว่า เขามีทักษะด้านการเขียนเอกสารแล้วนะครับ ไม่เช่นนั้นท่านอาจจะพบว่า วิธีการใช้เครื่องจักร กลายเป็นรายงานสรุปอะไหล่เครื่องจักร อะไรทำนองนั้น

10. ฝึกอบรม และสร้างจิตสำนึกให้พนักงาน

     สำคัญครับ เป็นข้อกำหนดหลักของทุกมาตรฐานเลย ต้องให้การฝึกอบรมแก่พนักงานทั่วไป ผมแนะนำเอาแค่หลักสูตร Introduction หรือ Awareness สักครึ่งวันหรือหนึ่งวันก็เพียงพอแล้วครับ พนักงานไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมาก แต่เน้นเรื่องความตระหนักมากกว่า ในงานที่เขาทำอยู่เขาต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย, วัตถุประสงค์เป้าหมาย, กฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง, แผนงานต่างๆ ผู้ตรวจประเมินมักสุ่มถามพนักงานในเรื่องของความตระหนักครับ หาดูรายละเอียดได้ ในภาคการตีความข้อกำหนด ในเว็บไซด์นี้ครับ

      การฝึกอบรมจัดเป็นการฝึกอบรมภายในก็โอเคแล้วครับ โดยให้ MR หรือใครก็ได้อบรมให้ ประหยัดดีด้วย แต่ถ้าเงินหนาจะจ้างที่ปรึกษาข้างนอกมาก็ไม่ว่ากัน อาจจะได้ผลดีกว่าด้วย
สิ่งที่ยากกว่าฝึกอบรมก็คือสร้างจิตสำนึก วิธีสร้างมีได้หลายแบบ การฝึกอบรมก็เป็นวิธีหนึ่ง อาจต้องใช้วิธีอื่นเสริมเช่นจัดบอร์ด, นิทรรศการ การประกวดต่างๆ มีรางวัลจูงใจให้ และให้หัวหน้างานจ้ำจี้จ้ำไชบ่อยๆ ต้องใช้เวลาครับ
11. แต่งตั้งผู้ตรวจประเมินภายใน และให้การฝึกอบรม

     ก็คุยกับ MR มองๆ หาคนที่พอจะมีแวว (อีกแล้ว) สำหรับแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจประเมิน จำนวนก็ขึ้นอยู่กับขาดของบริษัทครับ จริงๆ ก็เอาพวกคณะทำงานที่มีอยู่แล้วนั่นก็ได้ (ไหนๆ ก็ไหนๆ) บริษัทส่วนมากก็เป็นชุดเดียวกันนั่นแหละ ให้หมวกใหม่อีกใบคือหน้าที่ผู้ตรวจประเมิน (ต้องแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยนะครับ) และต้องจัดฝึกอบรมเรื่องการตรวจประเมินภายในให้ แนะนำว่าจ้างวิทยากรมาฝึกอบรมให้ที่บริษัทน่าจะดีกว่า ในแง่ความประหยัด เพราะจำนวนคงจะเยอะ แต่ถ้าไม่เยอะจะส่งไปข้างนอกก็ตามใจ หลักสูตรปกติก็ 2 - 3 วันครับ เลือกวิทยากรดีๆ หน่อยก็แล้วกัน
อีกทางเลือกหนึ่ง ก็ให้ MR หรือใครที่อบรมมาเยอะ เป็นผู้ฝึกอบรมให้เลย แต่คนที่จะเป็น
วิทยากรภายในควรต้องเก่งจริงๆ คืออบรมหลักสูตรที่สูงกว่า เช่น Lead Auditor ถ้า Auditor ถามคุณสมบัติผู้สอน ก็จะสามารถแสดงได้ (คล้ายๆ กับคนจบปริญญาตรี มาสอนม.6 นั่นแหละครับ) แต่วิธีการนี้อาจไม่เหมาะสมสำหรับมาตรฐาน ISO/TS 16949 เพราะเขาค่อนข้างสตริ๊คเรื่องคุณสมบัติของคอร์สฝึกอบรม

12. ดำเนินการตรวจติดตาม

     ก็ดำเนินการตรวจติดตาม ตามแผนที่ได้วางไว้ครับ ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันกำชับ MR ให้ดูแลดีๆ ผลที่ออกมาจะชี้บ่งถึงสมรรถนะของระบบได้ดีในระดับหนึ่ง ขึ้นกับความสามารถของผู้ตรวจเราเองด้วยครับ

13. ดำเนินการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร

     อันนี้ท่านต้องโซโล่เองเลยนะครับ ห้ามไม่ว่าง ติดธุระด่วนก็ต้องเลื่อนทบทวนออกไป จะได้รู้ ถึงระบบทั้งหมดเป็นยังไงบ้าง ถ้าไม่เป็นมวยไม่เป็นไร ให้ MR ดำเนินการประชุมให้ ท่านก็เพียงคอมเมนต์เป็นเรื่องๆ ไป ห้ามนั่งฟังอย่างเดียวเพลินนะครับ ต้องมีถามมีอัดมีกระทุ้ง ก็การประชุมทั่วไปนั่นแหละ แล้วการประชุมทบทวนนี้จะมีประสิทธิผลอย่างมาก

14. คัดเลือกผู้ตรวจประเมิน/นัดหมายกำหนดการตรวจประเมิน

     ขั้นตอนนี้จะทำตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ได้นะครับ กรณีที่ชัวร์ว่าทันแน่ๆ แต่ถ้าไม่ชัวร์ก็ตรวจติดตามเสร็จ หรือประชุมทบทวนเสร็จก็ค่อยติดต่อ อาจจะติดเรื่องคิวว่างของผู้ตรวจด้วย ก็ลองคุยๆ ดู นัดหมายก้นให้เรียบร้อย เงื่อนไขต่างไ ราคาเป็นยังไง คุยให้เคลียร์ เกณฑ์ในการเลือกก็แล้วแต่ชอบครับ หรือว่าลูกค้าหลักๆ ท่านอยู่ที่ไหน ก็อาจใช้บริษัทผู้ตรวจที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรับรองของประเทศนั้นๆ ก็ดี ลองหาข้อมูลดูนะครับ

15. ตรวจประเมิน

     เมื่อถึงกำหนดก็รับการตรวจครับ ไม่ต้องซีเรียสมาก ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ก็ขอให้เขาทำ Pre-Audit ให้ก่อน ขึ้นกับการตกลงครับ ถ้ายังไงตรวจครั้งแรกไม่ผ่าน หรือมีข้อบกพร่องหลักๆ บ้างก็ไม่เป็นไร ท่านก็แก้ไขตามที่เขาชี้โพรงให้ แล้วก็ติดต่อให้มาตรวจใหม่ ก็คงไม่เกินสองครั้งหรอกครับ (รวมตรวจประเมินหลัก) ให้สามเลยเอ้า ไม่น่าจะเกินนี้สำหรับบริษัทที่ข้อบกพร่องหนักหนาจริงๆ หรือ MR ไม่ไหวจริงๆ (เปลี่ยนซะดีมั๊ยเนี่ย) อาจต้องใช้งบสูงขึ้นอีกนิด แต่ยังไงท่านก็จะได้ครับ อย่าเพิ่งถอดใจไปซะก่อน
อุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดคือ การกลัวโน่นกลัวนี่ แล้วไม่ยอมขอการรับรองสักที เวลาก็ผ่านไปเนินนาน จนเอกสารจะขึ้นราหมดแล้ว คณะทำงานก็ไฟมอดหมดแล้ว ผู้บริหารก็ไม่สั่งลุยสักที ยังไงมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาครับ อุตสาห์เสียเงินเสียทองไปกับค่าอบรม กับค่าจิปาถะตั้งเยอะตั้งแยะ

     ลองดูสักตั้ง มีข้อบกพร่องก็ค่อยมาแก้ไข ไม่ดีกว่าหรอกหรือ ทุกบริษัทต่างก็มีดีในตัวทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นคงอยู่ไม่ได้มาจนทุกวันนี้หรอกครับ คงเจ๊งไปนานแล้ว..

 

 

แหล่งข้อมูล: www.sothai.com





จำนวนผู้ชม 3079 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ