ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM :- ข้อมูลเกี่ยวกับ สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน, บทความ สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน, ตัวอย่าง สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน, HR, HRM



   ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สรุปดังนี้

   1. วัน เวลาทำงาน วันหยุด และวันลา

     (1) กำหนดเวลาทำงานปกติในทุกประเภทงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง / วัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมง / สัปดาห์ เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่เกิน 7 ชั่วโมง / วัน และไม่เกิน 42 ชั่วโมง / สัปดาห์
     (2) ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน / สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า  13 วัน / ปี รวมวันแรงงานแห่งชาติ และวันหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน / ปี
     (3) ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ลาเพื่อทำหมันลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ   ลาเพื่อคลอดบุตร และลาเพื่อรับราชการทหาร

   2. ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด

     (1) ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ      (2) ได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานในวันหยุดเว้นแต่ลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์
     (3) ได้รับค่าจ้างในวันลาป่วยเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานและได้รับค่าจ้างในวันลาเพื่อทำหมันตลอดระยะเวลาที่ลาด้วย
     (4) ได้รับค่าจ้างในวันลาเพื่อรับราชการทหารเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกินหกสิบวัน
     (5) ได้รับค่าจ้างลูกจ้างหญิงในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้าง ในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกินสี่สิบห้าวัน
     (6) ค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ จะได้รับไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่ น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างตามผลงาน
     (7) ค่าทำงานในวันหยุด จะได้รับเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่า 1 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างตามผลงานส่วนลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานได้รับไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้
          สำหรับลูกจ้างตามผลงาน
     (8) ค่าล่วงเวลาในวันหยุด จะได้รับไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างตามผลงาน

   3. ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ

   ลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยหากนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ดังนี้

   3.1 ค่าชดเชยปกติ
     (1) ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย  30 วัน
     (2) ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
     (3) ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
     (4) ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
     (5) ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

   3.2 ค่าชดเชยพิเศษ
     (1) กรณีเลิกจ้างลูกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง และเหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่จะเลิกจ้างกรณีไม่แจ้ง หรือแจ้งน้อยกว่า 60 วัน นายจ้างต้องจ่ายค่า ชดเชย  พิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในอัตราที่กฎหมายกำหนด
    (2)  กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวนายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนย้ายสถานประกอบกิจการ  หากลูกจ้างไม่ต้องการไปทำงานด้วย ให้มีสิทธิขอลาออกและได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตรา   ค่าชดเชยปกติที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และหากนายจ้างไม่ได้แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน นายจ้างต้อง  จ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
       ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาว่านายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือลูกจ้างมีสิทธิขอลาออกโดยได้รับค่าชดเชยพิเศษ หรือไม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ

   4. การว่าจ้างแรงงานเด็ก

     (1) ห้ามจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานโดยเด็ดขาด
     (2) กรณีการจ้างแรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้นายจ้างแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ รับเด็กเข้าทำงานจัดทำบันทึกเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เก็บไว้ให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจและแจ้งการเลิก จ้างลูกจ้างเด็กภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างเด็กออกจากงาน
     (3) ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงาน ระหว่างเวลา 22.00 - 06.00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ถ้าเป็นลูกจ้างเด็กที่แสดงภาพยนตร์ละครสามารถทำได้แต่ให้นายจ้างจัดเวลาพักให้ตามสมควร
     (4) ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุดและทำงานในลักษณะและสถานที่ที่เสี่ยงต่ออันตราย
     (5) ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงานล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างเด็ก
     (6) ลูกจ้างที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิลาเข้าประชุมสัมมนา รับการอบรม รับการฝึก เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานโดยได้รับค่าจ้างปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน


   5. การว่าจ้างแรงงานหญิง

     (1) ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงานเสี่ยงอันตราย 3 ประเภท ที่กำหนดใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และงานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
     (2) ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 - 06.00 น. ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ เกี่ยวกับงานเครื่องจักร เครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือ เข็นของหนักเกิน 15 กก. งานที่ทำในเรือ และงานอื่น ๆ ที่กำหนดในกฎกระทรวง
     (3) ให้ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเมื่อคลอดบุตร ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 45 วัน
     (4) ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดก็ได้ หากมี  ใบรับรองแพทย์
     (5) ห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์
     (6) ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน ล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างหญิง
     (7) ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงานเว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจ  ทำเช่นนั้นได้

   6. การควบคุม

     (1) ให้นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ข้อบังคับนั้นอย่างน้อยต้องมี
           รายละเอียดเกี่ยวกับ
          - วันทำงาน เวลาทำงานปกติ เวลาพัก
          - วันหยุด หลักเกณฑ์การหยุด
          - หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด
          - วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
          - วันลา หลักเกณฑ์การลา
          - วินัยและโทษทางวินัย
          - การร้องทุกข์
          - การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ

      (2) ให้นายจ้างส่งสำเนาข้อบังคับให้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงาน หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน เจ็ดวันนับแต่ประกาศใช้ข้อบังคับ และให้ปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในที่เปิดเผย เพื่อให้ลูกจ้างทราบและดูได้สะดวก

   7. ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

     (1) ให้นายจ้างจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน และกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการทำงานตามมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ที่กำหนด
     (2) ให้นายจ้างจัดสภาพการทำงานที่เหมาะสมกับลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนดในเรื่องความร้อน แสงสว่าง เสียง สารเคมี  การป้องกันและระงับอัคคีภัย เป็นต้นและจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐาน ให้ลูกจ้างสวมใส่ขณะปฏิบัติงาน
     (3) กรณีที่พนักงานตรวจแรงงานพบว่านายจ้างฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ที่กำหนด ให้พนักงานตรวจแรงงานออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาคาร สถานที่ หรือแก้ไขเครื่องจักร
          หรืออุปกรณ์ให้ถูกต้องเหมาะสมภายในเวลาที่กำหนด
     (4) กรณีนายจ้างได้รับคำสั่งให้หยุดการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างหยุดทำงาน จนกว่านายจ้างจะดำเนินการให้ถูกต้องตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน
     (5) ให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
     (6) ให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 50 คน จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน(จป.) ระดับพื้นฐานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร เพื่อดูและความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการร่วมกับนายจ้าง
     (7) ให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานระดับบริหารและระดับวิชาชีพ เพื่อดูแลความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ ร่วมกับนายจ้าง
     (8)  ให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป จัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพ แวดล้อมในการทำงาน ประกอบด้วยนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนระดับบังคับบัญชา ผู้แทนลูกจ้างระดับปฏิบัติการ และ จป. โดยมีจำนวนคณะกรรมการตามขนาดของสถานประกอบกิจการ

   8. การยื่นคำร้อง และการพิจารณาคำร้อง

     (1) ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น ค่าจ้าง ค่าชดเชย ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้าง ซึ่งถึงแก่ความตายมีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่หรือจังหวัด ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย
     (2) เมื่อมีการยื่นคำร้องตาม (1) และพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย หรือมีคำสั่งว่าลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่มีสิทธิได้รับเงินแล้ว ถ้านายจ้างลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น มีสิทธิ
       นำคดีไปฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

แหล่งข้อมูล : กระทรวงแรงงาน





จำนวนผู้ชม 4147 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ






เลือกประเภท:




คุณลืม Username/Password?

สมาชิกลงทะเบียน (ฟรี)


กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


Connection

   

ค้นหาตำแหน่งงาน


คำค้น :
Web
siamhrm.com
jobsiam.com

ติดต่อเรา

สยามเอชอาร์เอ็ม
เวลาเปิดทำการ 9.00-17.00 น.(จ-ส)



หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี:
หมายเลข 13 หลัก 0992001714965


พานิชย์อิเลคทรอนิกส์ :
0101549820078

เข้าสู่ปีที่ 20
เว็บไซต์หางาน สมัครงาน


มั่นใจ ในบริการของเรา.


อัพเดท วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562

ผู้ใช้งาน 53655 บริษัท
ผู้ฝากประวัติ (Resume) 128392 คน