SiamHRM.com

HR ลงประกาศงาน หาคน หางาน ที่นี่



 ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


วิกฤติแรงงานพึ่งต่างด้าวแก้ขัด ผลได้ตกกับประเทศไม่เต็มร้อย

วิกฤติแรงงานพึ่งต่างด้าวแก้ขัด ผลได้ตกกับประเทศไม่เต็มร้อย | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ

    
จากการวิเคราะห์ของกองวิจัยตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงผลศึกษาความต้องการแรงงานในภาพรวมทั้งประเทศของภาคการผลิต ในระหว่างปี 2548-2550 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.97 ต่อปี เทียบจากปี 2547 ที่มีความต้องการแรงงานอยู่ที่ 5,476,137 คน โดยประมาณความต้องการแรงงานปี 2548-2550 อยู่ที่ 5,782,365 คน , 5,953,897 คน และ 6,130,517 คน ตามลำดับ ซึ่งเป็นความต้องการแรงงานในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ถึง 171,532 คน (ร้อยละ 2.97),ปี 2550 เพิ่มจากปี 2548 จำนวน 348,152 คน (ร้อยละ 6.02) และเมื่อมองแนวโน้มในรายอุตสาหกรรม 7 กลุ่มการผลิต กล่าวคือ 1. อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม 2 สิ่งทอ 3. เครื่องแต่งกาย 4. ยานยนต์ 5. รองเท้าและเครื่องหนัง 6. ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และ 7. โลหะขั้นมูลฐาน (เหล็กและเหล็กกล้า)

**แนวโน้มอุตสาหกรรมไทย

จะพบว่าอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น มักจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมที่มีการปรับปรุงให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดโลกง่าย คืออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องแต่งกาย ส่วนอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มความต้องการแรงงานลดลง มักเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่มีมานานและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และภาวการณ์แข่งขันได้ยากหรือน้อย เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้าและเครื่องหนัง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้

โดยในรายอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้แรงงานเพิ่ม อาทิ กลุ่มยานยนต์ ประมาณว่า ปี 2548-2550 จะใช้แรงงานเพิ่มถึง 150,170 คน, 163,236 คนและ 176,945 คนตามลำดับเทียบกับปี 2547 ในจำนวน 136,871 คน คิดเป็นความต้องการใช้แรงงานเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 9 หรือ 13,388 คนต่อปี เช่นเดียวกับความต้องการใช้แรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ปี 2548-2550 ที่คาดว่าจะมีถึง 96,798 คน ,103,604 คนและ 110,730 คนตามลำดับ เทียบกับปี 2547 ในจำนวน 85,184 คนหรือมีความต้องการแรงงานเพิ่มเฉลี่ยต่อปี 8,515 คนคิดเป็นร้อยละ 9

รวมไปถึงอุตสาหกรรมในภาคอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีสัดส่วนความต้องการแรงงานต่อแรงงานในภาคการผลิตสูงถึงร้อยละ 18.59 คาดว่าจะมีความต้องการแรงงานในปี 2548-2550 จำนวน 1,069,423 คน , 1,106,735 คน และ 1,145,320 คนตามลำดับ เทียบจากปี 2547 ในจำนวน 995,690 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มเฉลี่ยต่อปีไม่น้อยกว่า 49,877 คน หรือร้อยละ 4.8

อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานไทยที่อยู่ในวัยแรงงาน (ณ พฤษภาคม 2549) ที่มีอยู่ถึง 36.66 ล้านคน แรงงานที่มีงานทำมีจำนวน 35.79 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก 0.87 ล้านคน กลับเป็นผู้ที่ยังว่างงานอยู่ 0.50 ล้านคน และรอฤดูกาล อีก 0.37 ล้านคน ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ หรือผลิตไม่ทันหรือตรงความต้องการของอุตสาหกรรมที่มีอยู่ประกอบกับแรงงานไทยส่วนหนึ่ง ก็ยังมีปัญหาเลือกงาน จึงทำให้ผู้ประกอบการ ต้องนำเข้าแรงงานจากต่างชาติ ทั้งที่ถูกและไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อทดแทนแรงงานดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงงานที่อยู่นอกไลน์อุตสาหกรรม

**วิกฤติแรงงาน

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักซ์ จำกัด (มหาชน)กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การขาดแคลนแรงงาน กลายเป็นปัญหาหลักของภาคอุตสาหกรรม ที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงจุดวิกฤติแรงงานเหมือนในอดีต ทั้งนี้เป็นผลจากการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างสูงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมามาก ทำให้แรงงานในระบบไม่พอจะรองรับ

"ไม่ว่าจะเป็นภาคก่อสร้างที่กำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนจำนวนมาก อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร หรือโครงการในระบบสาธารณูปโภคทั้งหลาย ที่มีต้องการแรงงานเพิ่มเป็นจำนวนมากหลายหมื่นอัตรา ในขณะที่การผ่อนปรนให้ใช้แรงงานต่างประเทศ ปัจจุบันก็ยังมีข้อจำกัดอีกมาก

แม้จะนำเข้ามาอีก 1-2 ล้านคนก็คงไม่เพียงพอ ผมว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐต้องผลักดันส่งเสริม เพื่อนำเข้าให้มากขึ้น เพราะปัญหาวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงที่ถูกกว่า เพราะค่าแรงก็เท่าแรงงานไทย แต่อยู่ที่ปริมาณ ยิ่งประเทศไทยประกาศจะเป็นฮับ ฮับของครัวโลก ดีทรอยต์ของไทย ฯลฯ"

นอกจากนี้เมื่อดูถึงพื้นที่ในเขตโรงงานอุตสาหกรรมอย่างตัวจังหวัดชลบุรี นายประสงค์ แสนปราชญ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ในฐานะประธานคณะทำงานด้านแรงงานต่างด้าวภาคเอกชน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" จนถึง ณ สิ้นปี 2548 มีจำนวนนายจ้างในชลบุรีที่ยื่นความประสงค์ขอมีแรงงานต่างด้าวแล้วถึง 8,039 ราย ในจำนวนแรงงานที่ต้องการถึง 77,107 ราย ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวที่ออกใบอนุญาตแล้ว 25,123 ราย จากจำนวนนายจ้างที่ยื่น 5,567 ราย ซึ่งหมายความว่ายังมีนายจ้างอีก 2,472 ราย (8,039-5,567) ไม่มีแรงงานต่างด้าวเลย และนายจ้างที่มีอยู่แล้ว 5,567 ราย ก็ยังอยู่ในภาวะของการขาดแรงงานสะสม

ดังนั้นคณะทำงาน จึงได้เสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน "สมศักดิ์ เทพสุทิน" เพื่อให้ทราบภาวะความจำเป็นในการพึ่งพิงแรงงานต่างด้าว โดยตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่ยังขาดอีก 51,984 ราย แยกเป็นแรงงานพม่า 25,337 ราย, กัมพูชา 22,494 รายและลาวอีก 4,153 ราย ซึ่งภาคกิจการที่มีความต้องการแรงงานมากสุดคือก่อสร้าง จำนวน 13,077 ราย ,เกษตร 10,314 ราย ,ประมงทะเล 5,235 ราย ,ภาคปศุสัตว์ 3,299 ราย,ต่อเนื่องประมงทะเล 3,149 ราย และเป็นผู้รับใช้ในบ้านอีก 1,767 ราย ฯลฯ

โดยก่อนหน้า รัฐบาลได้จัดประชุมครม.สัญจรขึ้นที่ภาคใต้จังหวัดสงขลา เมื่อปี 2547 และจากการเสนอของสภาอุตสาหกรรมจังหวัดที่ได้หยิบยกประเด็นปัญหาแรงงานต่างด้าวขึ้น ครม.จึงมีมติขึ้นมาว่าควรจะจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว บนหลักการที่จะเอาน้ำดี (แรงงานที่เข้ามาอย่างถูกต้อง) เข้าสู่ระบบ เพื่อให้แรงงานที่มีอยู่แต่เดิมขึ้นทะเบียนให้หมด ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวในประเทศ และการลักลอบเข้าเมือง ที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ รัฐบาลไทยจึงได้เจรจาลงนามในบันทึกความเข้าใจ(เซ็นเอ็มโอยู) ว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าวระหว่างไทยกับลาวและกัมพูชา เมื่อปี 2548 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้ลงนาม และได้สั่งการให้แต่ละจังหวัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้

*ผ่อนปรนจัดระเบียบแรงงาน

ก่อนที่มติครม. 16 พฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมา ได้ผ่อนปรนเพื่อจูงใจให้ แรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ที่เพิ่งจะสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา ก็คือ 1. การยกเว้นรายจ่ายต่อหัว 10,000 บาท ให้กับรายจ้างที่นำแรงงานต่างด้าวที่มีทร. 38 หรือขึ้นทะเบียนอยู่แล้ว มารายงานตัว ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2549 จากที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อหัว 10,000 บาท 2. รายที่ยังมีทร. 38 หรือเป็นแรงงานที่เข้ามาแล้วแต่ไม่ถูกต้อง ตามกรอบเดิมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) นายจ้างจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ 50,000 บาท แต่เพื่อช่วยในเรื่องภาระให้กับผู้ประกอบการ จึงได้ยกเว้นในส่วนนี้ให้ 1 ปี

ผลจากการผ่อนปรนตามมาตรการนี้ คาดว่านายจ้างหรือผู้ประกอบการน่าจะให้ความร่วมมือ โดยนำแรงงานมาขึ้นทะเบียนเพิ่มไม่น้อยกว่า 70-80% แต่กระนั้นก็ตามตัวเลขการลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายก็เชื่อว่ายังมีสูงเป็นล้านคน

นายประสงค์ กล่าวต่อว่าในปีแรก ชลบุรีคาดจะมีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพิ่มได้อีก 2,000 คน แม้จะไม่ทันความต้องการที่ยื่นเข้ามา แต่จากมาตรการผ่อนปรนของภาครัฐที่เพิ่งจบไป อย่างน้อยก็น่าจะได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบที่ยังนำเข้าไม่ถูกต้องได้บ้าง

"ชลบุรี น่าจะถือเป็นแม่บทหรือจังหวัดนำร่อง เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมมากถึง 2,900 โรงงาน และยังมีนิคมหลัก ๆ อีก 5-6 นิคม อุตสาหกรรมใหญ่ อมตะ ,อีสเทอร์ซีบอร์ด ถือเป็นศูนย์กลางการลงทุนและ ความต้องการแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นจีดีพีหลักของประเทศ"



*ยันไม่กระทบแรงงานไทย

ทั้งยังกล่าวยืนยันอีกว่าการนำเข้าแรงงานเหล่านี้ จะไม่กระทบหรือแย่งงานคนไทยแน่เพราะส่วนใหญ่เป็นอาชีพที่คนไทยไม่ประสงค์จะทำ จึงเป็นการทดแทนในส่วนที่ขาด เช่น งานก่อสร้าง ปศุสัตว์ งานเลี้ยงหมู ปลูกผัก ตัดอ้อย จากเมื่อก่อนที่เป็นคนไทยอีสานจะรับจ้างก่อสร้าง แต่ปัจจุบันหันไปทำในโรงงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะพบว่าหากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันจะนิยมใช้แรงงานลาว เนื่องจากไม่มีปัญหาการสื่อสาร ,ส่วนงานเกษตร, ก่อสร้าง ,ประมงทะเล จะเป็นแรงงานกัมพูชา เช่นเดียวกับแรงงานพม่าที่มีความถนัดด้านงานก่อสร้าง ประมงทางน้ำ จะเป็นที่ต้องการสูง

นอกจากนี้หากแบ่งประเภทเกรดโรงงานในจังหวัดชลบุรี ออกเป็น 4 ประเภท แรงงานชั้นดีประเภทเกรดเอ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแรงงานไทย หรือเป็นเอาต์ซอร์ซที่มาจากที่ต่าง ๆ อีกราว 30-40% ของจำนวนแรงงานในสถานประกอบการนั้น ๆ เป็นการจ้างชั่วคราว ในระยะเวลา 4-6 เดือนหรืออยู่สูงสุดไม่เกิน 1 ปี ส่วนใหญ่แรงงานประเภทนี้จะทำอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ลงทุนโดยคนต่างชาติอาทิ ญี่ปุ่น,อเมริกา ยุโรป เช่น นิคมอุตสาหกรรมอมะ ,นิคมในอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่มีแรงงานโดยรวมอยู่แล้ว 70,000-80,000 คน แต่ยังขาดแคลนแรงงานอีก 20,000-30,000 คน ในการรองรับเฟสงานต่าง ๆที่จะขยายเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับโรงงานประเภทเกรดบีที่แรงงานไทยยังพอรับได้

แต่หากเป็นโรงงานเกรดซีจนถึง เกรดดี เช่นเป็นโรงงานที่ลงทุนโดยกลุ่มไต้หวัน หรือคนไทยด้วยกัน เช่น เฟอร์นิเจอร์ งานเหล็ก หรืออุตสาหกรรมที่ต้องอยู่กลางแจ้ง คลุกฝุ่นคนไทยจะไม่ทำ

"แรงงานต่างด้าวที่รับมาส่วนใหญ่จะเป็นคนงานที่ไร้ฝีมือ อัตราค่าจ้างกรณีที่เป็นแรงงานไม่ถูกกฎหมาย เฉลี่ยก็จะอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน เปรียบเทียบกับค่าจ้างในประเทศของตัวเองเช่นที่ประเทศลาว แรงงานในระดับปริญญาตรี จะมีรายได้ 2,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ส่วนแรงงานทั่วไปรายได้จะอยู่ที่ 900 บาทต่อเดือน ค่าครองชีพไม่สูงนัก แต่เมื่อเขามาทำงานในไทยขึ้นทะเบียนถูกต้อง อัตราการค่าแรง ก็จะเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดนั้น ๆ เท่ากับแรงงานไทย อยู่ทำ 2 ปี อย่างน้อย ๆก็น่าจะมีเงินเหลือส่งกลับ ยิ่งในรายที่มีค่าจ้างโอทีก็อาจตกเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งเป็นที่สนใจของแรงงานเหล่านั้น"

**"ก่อสร้าง-รับใช้ในบ้าน"ฮิต

สอดคล้องกับข้อมูลกรมจัดหาแรงงาน กระทรวงแรงงาน ที่ระบุว่าจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วประเทศ ว่าใน 5 อันดับกิจการแรกที่แรงงานต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานมากสุด ณ วันที่ 5 กรกฎาคม ยังเป็น 1.เกษตร จำนวน 83,939 คน 2. ก่อสร้าง จำนวน 82,959 คน 3. ผู้รับใช้ในบ้าน จำนวน 69,501 คน 4.ประมงทะเลต่อเนื่อง จำนวน 47,354 คนและ 5.ประมงทะเล 18,115 คน และ 5. จังหวัดแรกที่มีแรงงานต่างด้าวได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด ก็ยังเป็น 1. กรุงเทพมหานคร 83,648 คน 2. สมุทรสาคร จำนวน 60,331 คน 3. เชียงใหม่ 46,953 คน 4. ตาก 37,522 คน และ 5.ภูเก็ต 29,657 คน

โดยแรงงานต่างด้าวใน 3 สัญชาติที่ขึ้นทะเบี้ยนอย่างถูกต้องมีรวมกันถึง 506,837 คน แยกสัญชาติ สูงสุดเป็นพม่า 442,105 คน รองลงมาเป็น,ลาว 38,275 คน ,และกัมพูชาอีก 26,457 คน

เทียบกับตัวเลขนายจ้างที่ยื่นความประสงค์จะใช้แรงงานต่างด้าวในจำนวน 162,588 ราย ประสงค์จะใช้แรงงานต่างด้าวในาร่า มีความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวจำนวน 929,185 คน และนายจ้างส่วนนี้จำนวน 156,324 ราย ได้รับการจัดสรรโควตาให้จ้างแรงงานต่างด้าวจำนวน 721,545 คน โดยกิจการที่นายจ้างขอให้แรงงานต่างด้าวมากสุดคือก่อสร้าง ในจำนวนถึง 155,019 คน และเป็นผู้รับใช้ภายในบ้านจำนวน 104,302 คน

ด้านนายพิชัย เอกพิทักษ์ดำรง รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่าหลังมติครม.เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วจำนวน 77,782 คน เป็นสัญชาติลาว 43,669 คนและกัมพูชาอีก 34,113 คน โดยได้รับวีซ่าและใบอนุญาตทำงานแล้ว 36,708 คน เป็นสัญชาติลาว 23,306 คน และกัมพูชาอีก 13,402 คน โดยยังมีส่วนที่ไม่ได้ขอรับวีซ่าและใบอนุญาตทำงานอีก 41,074 คน แยกเป็นลาว 20,363 คน และกัมพูชาอีก 20,711 คน

*พึ่งพิงแรงงานต่างด้าว-

*ได้ตกถึงไทยไม่เต็มร้อย

อย่างไรก็ดี ปัญหาการขาดแรงงานและอุตสาหกรรมที่ยังต้องพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวนั้น พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี "เคยได้ให้แนวทาง ในคราวเป็นองค์ปาฐกถาการประชุมว่าด้วยยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 10 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ว่ายุทธศาสตร์การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย ควรจะให้ความสำคัญกับ อุตสาหกรรมของไทยที่มีความสามารถแข่งขันกับตลาดโลก สามารถสร้างเงินตราต่างประเทศกลับเข้าประเทศ หรือเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอด เพิ่มมูลค่าผลผลิตในประเทศ เช่นใช้วัตถุดิบ แรงงานมีฝีมือสมองของคนในประเทศ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีราคา

พร้อมยกตัวอย่างว่า บางอุตสาหกรรม ดูเหมือนสร้างรายได้ให้ประเทศ แต่ลืมหักบัญชีเงินที่นำส่งกลับประเทศแม่ หรือบางอุตสาหกรรม ได้เฉพาะการสร้างงาน ซึ่งการจะให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม ต่อไปคงต้องพิจารณาดูด้วยว่าเป็นการสร้างงานให้คนในประเทศ หรือได้แค่แรงงานต่างด้าว

ไม่ต่างไปจากผลการศึกษาความต้องแรงงานของภาคอุตสาหกรรมที่มีผลต่อภาคการผลิตของประเทศ ของกองวิจัยตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงาน ที่ได้กล่าวมาในตอนต้น ดังจะพบว่าบางอุตสาหกรรม แม้จะมีแนวโน้มต่อการจ้างงานลดลงหรือเพิ่มขึ้นน้อย แต่ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการมีงานทำ หรือในภาคการผลิตของประชากรโดยรวมค่อนข้างมาก เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ที่มีสัดส่วนความต้องการแรงงานต่อแรงงานในภาคการผลิตถึงร้อยละ 8.20% , 13.15% และ 5.18% ตามลำดับ

ในขณะที่บางอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการจ้างงานเพิ่ม แต่กลับส่งผลต่อการการจ้างงานในภาคการผลิตโดยรวมน้อยอยู่ เช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า โดยมีส่วนแบ่งการจ้างงานต่อแรงงานในภาคการผลิต เพียง 2.75% และ 1.74% ตามลำดับ เท่านั้น ดังนั้นในผลการศึกษาของกองวิจัยตลาดแรงงาน ชี้แนะว่า นโยบายภาครัฐในปัจจุบันก็ควรจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่แม้จะมีอนาคตไม่สดใส แต่มีผลต่อการมีงานทำของประชากร (ในภาคการผลิต) ให้ทัดเทียมกับอุตสาหกรรมที่มองว่าจะเป็นดาวรุ่งด้วยเช่นกัน

และที่สำคัญคงเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาการก่ออาชญากรรม การก่อคดีของคนต่างด้าว ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ลูกจ้าง เชือดคอนายจ้างบ้าง ก็คงยังเป็นปัญหาที่จะตามแก้กันต่อไป แม้รัฐบาลจะหาทางผ่อนปรน ดึงแรงงานต่างด้าวมาเข้าระบบได้ถูกต้อง โดยช่วยแก้ไขปัญหาสัญชาติ ภูมิลำเนาได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ




ลงวันที่ 24/07/2006 23:36:28
จำนวนผู้ชม 847
ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ






เลือกประเภท:




คุณลืม Username/Password?

สมาชิกลงทะเบียน (ฟรี)


กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


Connection

   

ค้นหาตำแหน่งงาน


คำค้น :
Web
siamhrm.com
jobsiam.com

ติดต่อเรา

สยามเอชอาร์เอ็ม
เวลาเปิดทำการ 9.00-17.00 น.(จ-ส)



หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี:
หมายเลข 13 หลัก 0992001714965


พานิชย์อิเลคทรอนิกส์ :
0101549820078

เข้าสู่ปีที่ 19
เว็บไซต์หางาน สมัครงาน


มั่นใจ ในบริการของเรา.


อัพเดท วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561

ผู้ใช้งาน 44889 บริษัท
ผู้ฝากประวัติ (Resume) 127903 คน