ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


ต้องรู้ตัวเองเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร Passion และความอ่อนไหว กิตติ ชัมพุนท์พงศ์

ต้องรู้ตัวเองเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร Passion และความอ่อนไหว กิตติ ชัมพุนท์พงศ์ | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM :- ข้อมูลเกี่ยวกับ ต้องรู้ตัวเองเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร Passion และความอ่อนไหว กิตติ ชัมพุนท์พงศ์, บทความ ต้องรู้ตัวเองเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร Passion และความอ่อนไหว กิตติ ชัมพุนท์พงศ์, ตัวอย่าง

ผู้นำที่คิดว่าตัวเองเก่งจะไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริง ต้องรู้ตัวเองเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร และใช้ความเก่งของลูกน้องมาบดบังความไม่เก่งของตัวเอง

ในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา "ผู้นำ" ก็มีมุมอ่อนไหวในบางอารมณ์ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากพนักงานทั่วไป
"อยากมีไหล่ใครสักคนไว้คอยซบ"


เชื่อหรือไม่ว่านี่คือคำรำพึงรำพันของ "เคซี" หรือ "กิตติ ชัมพุนท์พงศ์" ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Future Marketing Communications Group และประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สปา -ฮากุโฮโด
ผู้ที่มีชื่อเสียงลื่อลั่นว่ามีวาจาค่อนข้างตรงไปตรงมา ขวานผ่าซาก อีกทั้งมักสร้างความสะเทือนใจให้ใครต่อหลายคน (โดยเฉพาะลูกน้อง)


ผู้ที่สามารถขับเคลื่อนสปา แอดเวอร์ไทซิ่งจากเอเยนซี่เบอร์ท้ายๆ จนกลายมาเป็นเบอร์ใหญ่ในตลาดประเทศไทย และวันนี้ก็ไปไกลถึงเอเชีย รวมถึงตลาดโลกแล้ว


"การที่จะทำให้เราขึ้นไปถึงความสำเร็จในจุดๆ นั้นได้ ก็คือคนของเราเท่านั้น"


กิตติบอกว่าในการบริหารจัดการคนสำหรับเขาที่ทำมาโดยตลอด ก็คือ การเอา "บริษัท" ซึ่งประกอบด้วยผู้ถือหุ้นเป็นตัวตั้งก่อน ตามด้วย "คน" ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


"คน สำคัญมาก สำคัญยิ่งกว่าตัวผมอีก เพราะเราคนเดียวต่อให้เก่งเท่าไหร่ แค่ไหน ก็คงนำพาบริษัทไปคนเดียวไม่ได้ ดังนั้นผมต้องแคร์พนักงานและต้องแคร์พวกเขาจริงๆ ด้วยความจริงใจ อีกทั้งยังต้องดูแลและคอยพัฒนาพวกเขาด้วย"

 

อย่างไรก็ดีในความเป็น "ผู้นำ" เพื่อทำงานร่วมกับลูกน้อง จำเป็นต้องมี "ภาวะผู้นำ"ซึ่งภาวะผู้นำนั้น ไม่ได้มีกันตั้งแต่เกิด

 


"บอกตรงๆ ผมเป็นคนขี้อาย ชอบเรื่องศิลปะ ชอบเล่นดนตรี ชอบอ่านหนังสือ ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ชอบยุ่งกับชาวบ้าน แต่เพราะการงานบังคับให้ผมเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นผู้นำ ต้องตั้งเป้าหมาย แล้วนำเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ถ้าเราไม่ทำหน้าที่แล้วใครจะรับผิดชอบ และหากเฟล ล้มเหลวขึ้นมา คนเป็นผู้นำต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ลูกน้อง ผมจะป้ายความ ผิดให้พวกเขาไม่ได้"


และในวันนี้ กิตติบอกว่าที่ภาวะผู้นำเกิดขึ้นมาก็เพราะความเป็น "อิสระ" ในการบริหารจัดการ ที่ได้รับจากผู้ถือหุ้น


"รวมถึงผมยังมีลูกน้องที่รายรอบตัวคอยช่วยอยู่ ดังนั้นหน้าที่ผมคือต้องคอยทั้งปกป้องเขา ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามถกเถียงกับเขาด้วย เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า ถ้าเราคิดว่าเราฉลาดแล้วคงไม่ได้ บอกตรงๆ ผมได้เรียนรู้จากลูกน้องผมจมเลย"


ผู้นำที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร?


สำหรับกิตติมีอยู่มากมายหลายข้อ ได้แก่ ต้องมีความจริงใจ ต้องไม่โกงไม่กิน ต้องเอาใจใส่ แคร์ลูกน้อง ต้องใจกว้างยอมรับความคิดเห็นคนอื่น และต้องมองไปข้างหน้า เพื่อพยายามบริหารอนาคต ฯลฯ


"สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันก็คือ ความเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นทุกวัน และเปลี่ยนเร็วมากด้วย"


โลกปัจจุบันนี้ต้องตระหนักถึงเรื่อง Speed ซึ่งเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการเร่งความเร็วให้แรงขึ้นเป็นทวีคูณ


"ผมเองในฐานะผู้นำก็ต้องตามมันให้ทัน ลูกน้องเขารู้ว่าผมเองโคตรใจร้อน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงความผลีผลาม แต่เมื่อผมรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ต้องตอบสนองให้ทันท่วงที และต้องมีข้อมูลนำมาประกอบการตัดสินใจ แต่ผมจะไม่รอข้อมูลเต็มร้อย ได้มาเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ผมจะตัดสินใจแล้ว ในโลกนี้มีความเสี่ยงทั้งนั้น ถ้ารอข้อมูลให้ครบก็อาจช้าไปแล้วต๋อย การแข่งขันเดี๋ยวนี้แข่งกันระเบิด บางทีมันรอไม่ได้ ต้องทันเวลา ถ้าไม่ทันมาร้องไห้ทีหลังไม่มีประโยชน์"

กิตติเล่าถึงวิธีคิด และการตัดสินใจในสไตล์ผู้นำแบบเขา


อย่างไรก็ หากเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายก็ไม่ควรเร่งรีบ ไม่ควรนั่งคิดคนเดียว แต่ให้คนมาช่วยกันคิด ทำนองเดียวกับคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย


ทั้งยังเตือนให้ได้คิดว่า ผู้นำที่คิดว่าตัวเองเก่งจะไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริง ผู้นำต้องรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร และใช้ความเก่งของลูกน้องมาบดบังความไม่เก่งของตัวเอง


"วิธีผู้นำของเต๋า เป็นอีกหนึ่งที่ผมถือเป็นแนวทาง ก็คือในการปกครองจำเป็นต้องยุติธรรม และผมจะให้เกียรติพนักงานทุกคน ในชีวิตผมพอก้าวมาถึงจุดนี้ก็ไม่เคยคิดจะมีทหารเสือเอาไว้คอยปกป้องตัวเอง ผมใช้เหตุและผล ความเป็นมืออาชีพ"


เรื่องของภาวะผู้นำ เป็นเรื่องที่ต้องฝึก เพราะบางครั้งอารมณ์ก็อยู่เหนือเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการนี้อารมณ์ความรู้สึกมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความคิดที่สร้างสรรค์


ที่สุดก็เป็นที่มาของความอ่อนไหว ด้วยคำพูดที่ว่า " เวลาที่ผมอยากจะร้องไห้ก็ไม่รู้เอาหน้าไปซบที่ไหล่ของใคร"
ในชีวิตของคนเรา ก็คล้ายกับละครน้ำเน่า อย่างเช่นแรงเงา อย่างตัวละครเรยา กิตติบอกอย่างนั้น


ในมุมของผู้นำ จำเป็นต้องเข้มแข็ง แต่เหตุที่ทำให้เกิดบ่อน้ำตาตื้น เป็นเพราะอะไร


"ยกตัวอย่างสมัยต้มยำกุ้งผมต้องเอาคนออกถึง 300 คน ผมดูพวกเขาร้องไห้ ทั้งที่ข้างในผมเศร้า แต่จะให้ผมไปนั่งร้องไห้อย่างไร"


พนักงานส่วนใหญ่ที่ต้องออกในเวลานั้นกิตติบอกว่าเป็นพวกด่านหน้า อย่างเช่น ครีเอทีฟ และ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้า เป็นต้น


"หลายคนโชคดีที่มีนาย ผมไม่มีนาย คนเลยไม่เคยเห็นผมร้องไห้ แต่ที่จริงผมจะปิดประตูแล้วใช้ทิชชูเช็ดน้ำตา ดราม่าจริงๆ เพราะนี่คือความจริงของชีวิต"


วางเป้าหมายของชีวิตไว้อย่างไร


กิติติบอกว่า ในความเป็นตัวเองนั้นความทะเยอทะยานสิ้นสุดลงแล้ว สรุปก็คือชีวิตนี้ไม่ได้คิดถึงชีวิตส่วนตัว แต่สิ่งเดียวที่คิดก็คือเรื่องงานล้วนๆ


"ผมต้องการทำให้บริษัทเติบโตไปเรื่อยๆ ผมไม่เคยเอาตัวเองเป็นตัวตั้งเลยแม้แต่นิดเดียว และต้องพยายามทำเป็นตัวเอย่างที่ดีให้ลูกน้องเห็น แม้ไม่ใช่เป็นบริษัทของตัวเอง แต่ผมทำตัวเหมือนเจ้าของ"


เพราะ commitment ที่จะได้รับจากพนักงาน และ trust ที่จะได้รับจากผู้ถือหุ้น สำคัญมากสำหรับตัวเขา


อย่างไรก็ดี กิตติบอกว่าเวลานี้เขากำลังอยู่ในขั้นของความพยายามนำองค์กรไปให้ถึงคำว่า "ดิจิทัล"


เพื่อปีนขึ้นไปให้สูง เป็นที่หนึ่งในตลาดนี้ให้ได้ กิตติบอกว่าเลยเป็นที่มาของสโลแกน "Think Digi Do Digi" ด้วยต้องการให้พนักงานคิดถึงคำว่าดิจิทัลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น เหตุผลนั้นง่ายมาก ก็เพราะทุกวันนี้เบื้องหน้าของทุกๆ คนหนีไม่พ้นเรื่องของดิจิทัลแทบทั้งสิ้น


คนในยุคดิจิทัลควรมีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะแข่งขันได้


"ต้องรอบตัวมาก 360 สิบองศา และต้องมีความเขี่ยวชาญเรื่องการสื่อสารเป็นพิเศษ ตรงนี้คือกุญแจสำคัญ"
กิตติบอกว่า ยุคดิจิทัล ไฮเทคโนโลยีได้เปิดโอกาสให้ทุกคนสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง


หมายถึง ไม่ใช่คนเอเยนซี่เท่านั้นที่เก่ง หรือคิดสร้างสรรค์ได้ แต่ในเวลานี้เทคโนโลยีก็ช่วยทำให้ลูกค้าคิดเก่งได้เช่นเดียวกัน


" แต่เวลานี้เรายังสร้างคนดิจิทัลของตัวเองไม่ทัน เราเองพยายามสร้างและก็ยังไม่สำเร็จ ทุกวันนี้ในวงการก็ซื้อตัวกัน แย่งตัวกันตรึม "


เขาให้เหตุผลว่า เป็นเพราะโมเมนตัมขององค์กรยังมีความเป็นยุคเก่าก่อน เลยทำให้ยังไปไม่ถึงดิจิทัล


"ต้องโทษผู้บริหารอย่างผม ที่เตรียมความพร้อมคนของเราไม่ทัน แต่ในวันนี้เราก็ได้เปิดอคาเดมีโดยร่วมมือกับจุฬาฯเพื่อผลิตคนใหม่ให้กับเราโดยเฉพาะ อีกทั้งยังให้คนของ ฮากุโฮโด จากประเทศญี่ปุ่นที่เก่งในเรื่องดิจิทัลมาช่วยสอนคนของเราในประเทศไทย"


เมื่อเตรียมเองไม่ทัน ก็ต้องให้คนมาช่วยกันเตรียม จึงจะเตรียมสู่ดิจิทัลได้ทัน

 

ที่มา : bangkokbiznews.com




ลงวันที่ 30/05/2013 01:24:08
จำนวนผู้ชม 2773
ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน

สมาชิกเข้าสู่ระบบ

Username :

Password  :

เลือกประเภท:




คุณลืม Username/Password?

สมาชิกลงทะเบียน (ฟรี)


กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหาตำแหน่งงาน


Web
siamhrm.com
jobsiam.com

ติดต่อเรา

สยามเอชอาร์เอ็ม
เวลาเปิดทำการ 9.00-17.00 น.(จ-ส)



หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี:
หมายเลข 13 หลัก 0992001714965


พานิชย์อิเลคทรอนิกส์ :
0101549820078

เข้าสู่ปีที่ 18
เว็บไซต์หางาน สมัครงาน


มั่นใจ ในบริการของเรา.

Follow us




อัพเดท วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560

ผู้ใช้งาน 44767 บริษัท
ผู้ฝากประวัติ (Resume) 127871 คน